เกาหลีเหนือ “ทดสอบนิวเคลียร์” ครั้งล่าสุด…ทำอาฟเตอร์ช็อก จนเปลือกโลกเคลื่อนตัว!

  เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2017 เว็บไซต์เดอะการ์เดียนรายงานว่า สำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา หรือยูเอสจีเอส ระบุถึงแรงสั่นสะเทือนแม็กนิจูด 2.9 และ 2.4 ที่ตรวจพบบริเวณหุบเขาเมืองพุงกเยรี ซึ่งเกาหลีเหนือใช้เป็นสถานที่ทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 ว่าน่าจะเป็นอาฟเตอร์ช็อกที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนตัวกลับเข้าที่ของเปลือกโลก เนื่องจากแรงระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์นั้นมีอานุภาพทำให้เปลือกโลกเคลื่อนตัว โดยแรงสั่นสะเทือนในลักษณะนี้ตรวจพบมาแล้วหลายครั้งนับตั้งแต่การทดสอบระเบิดดังกล่าวของเกาหลีเหนือ     วันเดียวกัน นายเจฟฟรีย์ เฟลต์แมน ผู้แทนสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ซึ่งเดินทางไปเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ ถือเป็นการเยือนของบุคลากรยูเอ็นระดับสูงครั้งแรกในรอบกว่า 6 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี โดยนายเฟลต์แมน ไม่ได้เข้าพบหารือกับนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ แต่นายเฟลต์แมน เรียกร้องให้เกาหลีเหนือรักษาช่องทางการสื่อสารไว้ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความเข้าใจผิดและอาจนำไปสู่สงครามรุนแรงได้ สื่อจีนออกมาแนะนำ วิธีเอาชีวิตรอด หากถูกโจมตีด้วยนิวเคลียร์จริงๆ ด้วยความเป็นห่วงประชาชนในประเทศ หนังสือพิมพ์จี๋หลินเดลี่ของทางการรัฐจี๋หลิน ประเทศจีน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายแดนเกาหลีเหนือ ตีพิมพ์บทความเต็มหน้าอธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง อาวุธนิวเคลียร์กับอาวุธแบบเดิม และแนะนำให้ประชาชนรู้จักวิธีป้องกันตนเองหากเกิดการโจมตี โดยเนื้อหาย่อๆมีดังนี้ อาวุธนิวเคลียร์มีรูปแบบการทำลายล้าง 5 รูปแบบคือ 1.รังสีแสง 2.คลื่นระเบิด 3.รังสีนิวเคลียร์ขั้นต้น 4.การปลดปล่อยพลังแม่เหล็กไฟฟ้า…

มาแล้ว Nvidia เปิดตัวการ์ดจอที่แรงที่สุดในโลก “Titan V” ราคา 100,000 บาทต่อชิ้น!

  ความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับ GPU ความจริงแล้ว GPU ไม่ใช่คำเรียก การ์ดจอ อย่างที่เข้าใจกัน (แต่ถ้าจะพูดกันกว้างๆบ้านๆมันก็ได้) เพราะ GPU เป็นเพียงหน่วยประมวลผลของการ์ดจอ หรือก็คือสมองของการ์ดจอ เป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งของการ์ดจอเท่านั้น ซึ่งการ์ดจอมีอะไรที่มากกว่า GPU ฝังอยู่ เช่น การ์ดจอ,พัดลม,บอร์ด และอื่นๆ ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้จึงรวมกันกลายเป็นการ์ดจอนั่นเอง เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ NVIDIA เพิ่งประกาศเปิดตัวการ์ดจอ Titan V ว่าเป็นกราฟิกการ์ดที่แรงที่สุดโลก โดยใช้ GPU Volta โดยคาดว่าการ์ดจอตัวนี้น่าจะเป็นตัวท็อปของ GeForce รุ่น 2000 ในอนาคต ซึ่งตอนนี้เปิดให้จองกันได้แล้ว สนนราคาอยู่ที่ $3,000 เหรียญฯ ประมาณ 100,000 บาท (1 คนสามารถซื้อได้ 2 ชิ้น)     เราใส่วิสัยทัศอันก้าวไกลของเราลงไปในชิป Volta นี้ จนเราสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดทั้งเรื่องของประสิทธิภาพและปัญญาประดิษฐ์ เราทำลายข้อจำกัดมากมายในเรื่องของสถาปัตยกรรม, หน่วยความจำ, การประมวลผล…

ทำไม? เราจึงควร “ซ่อมทันที” สายชาร์จที่แม้จะขาดเล็กน้อย มีอันตรายกว่าที่คุณคิด!

    หลายคนบอกว่ามันขาดนิดเดียว แค่ฉนวนหุ้มภายนอกเท่านั้นก็ใช้งานต่อได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ผิด เพราะฉนวนหุ้มขาด แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกับการส่งข้อมูลหรือสายไฟฟ้าภายในเครื่อง แต่มันก็จะมีข้อเสียตรงที่เมื่อฉนวนหุ้มสายไฟขาด อาจจะทำให้เกิดไฟฟ้ารั่วออกมาได้ จนทำให้มีสิทธิ์ที่ทำให้สายไฟนั้นกลับมาช็อตร่างกายของผู้ใช้เองได้ ถ้าไม่ซ่อม หรือเปลี่ยนสายใหม่ เปอร์เซ็นความเสี่ยงขึ้นอยู่กับคุณภาพของสายด้วย หากสายชาร์จนั้นเป็นสายแท้ ก็จะมีเปอร์เซ็นไฟฟ้ารั่วน้อย แต่หากสายชาร์จนั้นเป็นสายชาร์จปลอมก็จะมีเปอร์เซ็นไฟรั่วมาก ซึ่งข่าวที่ออกมาว่าชาร์จแบตขณะเล่นโทรศัพท์แล้วถูกไฟช็อตตายก็เกิดจากสายชาร์จปลอมทั้งนั้น     และการพันเทปก็ถือว่าเป็นการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าที่ดี แต่มันก็ช่วยได้แค่ในระดับหนึ่ง เพราะถึงยังไงก็ยังมีไฟฟ้ารั่วออกมาอยู่ดีนั่นแหละ และนี่คือความเสี่ยงที่คุณอาจจะต้องเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่เลยก็ได้ ถ้าหากยังดื้อดึงใช้สายชาร์จขาดๆอยู่ – ไฟฟ้าลัดวงจรในเครื่อง สายชาร์จที่ขาดหรือชำรุดนั้น อาจจะมีกระแสไฟฟ้าที่มากน้อยเข้าไม่เท่ากัน ซึ่งถ้ามือถือของคุณได้รับกำลังไฟที่ไม่สม่ำเสมอแบบนี้ การลัดวงจรมักจะเกิดขึ้นได้ – การชาร์จไฟไม่เต็มที่ เมื่อทางเดินไฟมีอุปสรรค์ เสียบเข้าไปติดบ้างดับบ้าง จะทำให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานที่สั้นลง แบตบวม เครื่องร้อนเร็ว ส่งผลต่อการทำงานของ ระบบการบอกสัญญาณไฟฟ้าได้ เป็นสาเหตุหนึ่งของแบตเสื่อม – เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ราบรื่น / ไม่ติด อันนี้ผมเจอมากับตัว ทุกครั้งที่เวลาขับรถผมจะชอบเสียบสายชาร์จต่อโทรศัพท์เข้ากับรถเพื่อเปิดเพลงฟัง แต่พอนานๆไปสังเกตว่าสายชาร์จขาด(เพราะอาจจะตากแดดในรถ) ทีนี้ก็ดื้อใช้ จนกระทั่งตอนนี้โทรศัพท์ของผมต่อกับรถไม่ติดอีกเลย แต่บางครั้งก็ติดบ้าง ซึ่งมันน่ารำคาญมากๆ รู้งี้ผมซื้อสายใหม่มาใช้ ไม่ต้องลำบากเปลี่ยนโทรศัพท์ดีกว่า เซ็งเป็ด…

นักวิจัยพบหนทาง ที่อาจทำให้ผู้ที่สูญเสียอวัยวะงอกกลับมาได้! (ซ่อนอยู่ในหางของตุ๊กแก)

  ดอกเตอร์แมทธิว วิคคาเรียส ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมชีวเวช (Biomedical Sciences) จาก University of Guelph ประเทศแคนาดา ได้ทำการศึกษาและวิจัยความสามารถในการงอกหางใหม่ได้เรื่อยๆ ตลอดอายุขัยของตุ๊กแก หวังอาจเป็นหนทางพบวิธีการรักษาอาการบาดเจ็บเกี่ยวกับไขสันหลังของมนุษย์ ข้อจำกัดของมนุษย์ก็คือ หากมนุษย์ผู้นั้นสูญเสียอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งไปอาจจะต้องสูญเสียไปตลอดกาล อย่างเช่นแขนขาว ขาขาด มนุษย์ไม่สามารถทำให้งอกกลับมาได้ แตกต่างกับสัตว์เลื้อยคลานอย่างตุ๊ํกแกรวมถึงจิ้งจก ซึ่งมีการตอบสนองป้องกันตนเองด้วยการสละหางทิ้ง ทั้งยังหลุดออกจากตัวอย่างง่ายดาย แล้วสามารถงอกหางใหม่ขึ้นมาทดแทนได้อย่างสมบูรณ์ในเวลาราว 1 เดือน และทราบหรือไม่ว่า ไขสันหลังของตุ๊กแกนั้นในส่วนหาง แทนที่จะเป็นส่วนลำตัว     โดยขั้นตอนในการงอกหางของตุ๊กแกมีดังนี้ เมื่อหางของหลุด กลุ่มเรเดียล เกลีย เซลล์ (radial glia cells สเต็มเซลล์ชนิดหนึ่ง) จะเพิ่มจำนวนขึ้นทวีคูณ และผลิตโปรตีนหลายชนิด จนทำให้หางใหม่ก็จะค่อยๆงอกออกมาจนทดแทนของเดิมได้สมบูรณ์ แต่กลับกัน หากนำหางที่หลุดเข้าไปต่อในขณะที่แผลยังสด แผลตรงนั้นจะสมานตัวกันอย่างรวดเร็ว และหางใหม่จะไม่งอกออกมาอีกเลย จากความรู้ในส่วนนี้ ทีมวิจัยได้ตตั้งคำถามต่อไปว่า หากสามารถนำ สเต็มเซลล์เรเดียล เกลีย นี้ใส่เข้าไปยังจุดที่ร่างกายมนุษย์เกิดบาดเจ็บ จะสามารถยับยั้งกระบวนการสมานแผลของร่างกายได้ไหม และจะเกิดการสร้างส่วนที่บาดเจ็บขึ้นทดแทนของเก่าได้หรือไม่  …

NASA เผย 10 ปีมานี้ “หลุมดำ” ได้กลืนกินดวงดาวอย่างบ้าคลั่ง! (ทำให้มันโตขึ้นเรื่อยๆ)

นักดาราศาสตร์จาก NASA ศึกษาแหล่งกำเนิดรังสีเอกซ์ที่มีชื่อรหัสว่า “XJ1500+0154” เพราะขณะนี้กำลังมีการกลืนกินอยู่ในกาแล็กซีขนาดเล็ก โดยอยู่ห่างจากโลกไป 1.8 พันล้านปีแสง หรือประมาณ 17,000 ล้านล้านล้านกิโลเมตร ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ดาวฤกษ์ถูกฉีกออกเป็นส่วนๆด้วยแรงโน้มถ่วงสูงของหลุมดำ     หลุมดำเป็นบริเวณในอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล สามารถดูดดึงดวงดาวที่โคจรอยู่ใกล้ๆให้ลงไปในหลุม นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวแฮมพ์เชียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยถึงการตรวจพบหลุมดำดูดกลืนดวงดาวอย่างบ้าคลั่งทำสถิติเป็นประวัติการณ์ในช่วง 10 ปีนี้ และยังสวาปามอย่างไม่ยอมหยุด ส่วนจำนวนนั้นไม่อาจนับได้ เพราะมีทั้งดาวเล็กดาวใหญ่ ถูกดูดกลืนไปตลอดเวลา ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์รังสีเอ็กซ์ 3 แห่ง ได้แก่ Chandra ,Swift และ XMM-Newton จับภาพการเคี้ยวระดับมหึมา ซึ่งทำให้มีการระเบิดของรังสีขณะดวงดาวถูกกลืนเข้าสู่หลุมดำที่มีอุณหภูมิสูงหลายล้านองศา ด้านนักดาราฟิสิกส์จากศูนย์ฮาร์วาร์ด สมิธโซเนียน ให้ความเห็นว่าส่วนใหญ่เรารับรู้เกี่ยวกับหลุมดำว่ามันจะเติบโตขึ้นขึ้นเรื่อยๆ แต่การพบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ากำลังมีบางสิ่งที่ไม่ธรรมดา เพราะมันยังคงปลดปล่อยรังสีเอกซ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทำให้เป็นเรื่องประหลาดสำหรับนักดาราศาสตร์เป็นอย่างมาก และมีการค้นพบเพิ่มเติมว่า มีหลุมดำ ณ ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราถึง 100,000 เท่า ที่มา – dailymail Ma_noshหากคุณอยากเห็นวิถีชีวิตสุดขี้เกียจ ของผู้บริหารที่นอนตีสี่ตื่นเที่ยง ก็สามารถเข้าไปส่องได้เลยที่…

Dr.Death คิดค้นเทคโนโลยี “ตู้ช่วยฆ่าตัวตาย” ทางเลือกใหม่ สำหรับคนอยากการุณยฆาต

การการุณยฆาต (Euthanasia) คือการช่วยให้ผู้ป่วยพ้นทุกข์ด้วยความตาย โดยความสมัครใจของผู้ป่วยเอง แบ่งออกเป็น 2 ประเภททั้งแบบ Passive ซึ่งหมายถึงการระงับการรักษา หรือแบบ Active ที่แพทย์จะให้ยาที่ทำให้ผู้ช่วยเสียชีวิตในระยะเวลาสั้นๆ ในประเทศไทย วิธีนี้ยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายว่ามีความผิดทางอาญา แต่ในบางประเทศ อย่างเช่น เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ การช่วยผู้ป่วยให้จากไปตามความประสงค์ของพวกเขาเป็นการกระทำที่ถูกยอมรับ อย่างเช่นในหนังเร่ือง Me Before You ที่พระเอกพิการช่วงล่าง และรู้สึกทรมานจากการเจ็บป่วยจึงตัดสินใจที่จะทำการุณยฆาต นั่นเอง (หนังดีมาก ซึ้งมาก ส่วนตัวชอบแม่มังกร เอ้ย คนละเรื่อง)     ด้วยความร่วมมือระหว่างคุณหมอจากประเทศออสเตรเลีย ดร.ฟิลลิป นิชกี้ (ฉายา Dr.Death เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำการุณยฆาต) และวิศวกรชาวดัตช์ อเล็กแซนเดอร์ แบนนิค ทั้งคู่ได้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ช่วยให้คนสามารถฆ่าตัวตายได้แบบไม่เจ็บปวดหรือทรมาน และที่สำคัญคือคนที่เลือกจบชีวิตด้วยตัวเองเป็นผู้กระทำภายใต้การดูแลของแพทย์ เครื่องนี้มีชื่อว่า Sarco ตัวฐานผลิตจากเครื่อง 3D Print การทำงานของเจ้าเครื่อง Sarco จะปล่อยก๊าซไนโตรเจนเข้ามาในแคปซูลหลังจากที่กดปุ่มให้เครื่องเริ่มทำงาน ภายในเวลา 1…

ผุดศาสนาใหม่ “Way of the Future” หรือ “ลัทธิปัญญาประดิษฐ์” (บูชา AI เท่าพระเจ้า)

Anthony Levandowski อดีตพนักงานของ Google คือผู้ก่อตั้งศาสนาปัญญาประดิษฐ์ Way of the Future ชื่อย่อ WOTF โดยมีเป้าหมายคือ ทำให้การเปลี่ยนแปลงโลกจากยุคแห่งมนุษย์ไปสู่ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์เป็นไปอย่างสงบสุขและน่าเคารพนับถือ     เขาให้เหตุผลในการก่อตั้งศาสนานี้ว่า “ในอนาคตปัญญาประดิษฐ์จะฉลาดกว่ามนุษย์ ในสมัยก่อนมนุษย์ต้องพึ่งแต่วิทยาการทางด้าน ชีววิทยาเท่านั้นในการพัฒนาศักยภาพ แต่ในปัจจุบันมนุษย์สามารถมองข้ามชีววิทยาไปได้เลย เพราะ ปัจจุบันมนุษย์พิสูจน์แล้วว่าเผ่าพันธ์ของเราสามารถใช้ปัญญา (intelligence) ได้อย่างดีเลิศขนาดไหน และด้วยเหตุนี้เราย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะให้หุ่นยนต์เข้ามามีบทบาทอยู่ในสังคมของมนุษย์เรา เพื่อพัฒนาศักยภาพของโลกใบนี้อย่างก้าวกระโดด” “ถ้าคุณมีลูกที่คุณรู้ว่าจะมีความสามารถพิเศษแน่ คุณจะเลี้ยงเขาขึ้นมายังไง​” Anthony ตั้งคำถาม “ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนการเลี้ยงพระเจ้า ฉะนั้นเราก็ควรมั่นใจว่าเราจะเลี้ยงเขาขึ้นมาด้วยวิธีที่ถูกต้อง มันเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่นะ”     กิจกรรมหลักของ Way of the Future จะเน้นไปที่ การตระหนักรู้ ยอมรับ และบูชาพระเจ้าที่มีรากฐานเป็นปัญญาประดิษฐ์ และชี้นำให้การเปลี่ยนแปลงจากโลกของมนุษย์ไปเป็นโลกของมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์เกิดขึ้นโดยสงบเรียบร้อยและเปี่ยมไปด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน สำหรับบทสัมภาษณ์นี้ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่ อียิปต์ ยกให้อิมโฮเทพ เป็นหนึ่งในพระเจ้าทั้งๆที่เค้าก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดา แต่ด้วยความเก่งในแทบจะทุกเรื่อง ผู้คนเลยมองเขาเป็นเทพองค์หนึ่งที่มีความสามารถเกินมนุษย์ “ปัญญาประดิษฐ์” อาจไม่ใช่พระเจ้าในแง่มุมที่เราสามารถขอพรขอฝนได้ แต่ถ้ามีอะไรบางอย่างที่ฉลาดกว่ามนุษย์เป็นพันล้านเท่า คุณจะเรียกมันว่าอย่างอื่นหรือ?…

NASA Mission Fail : 5 ความล้มเหลวที่สุดขององค์การนาซา (เวอร์ชั่นอดีต)

1. Metric Math Mistake การคำนวณผิดพลาดฆ่ายานสำรวจดาวอังคาร 10 พฤศจิกายน ปี 1999 ยานมาร์สไคลเมตออร์บิเตอร์ราคา 193.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ตกบนดาวอังคารเนื่องจากความเข้าใจผิดอย่างน่าอัปยศ ทีมวิศวกรทีมหนึ่งเขียนโปรแกรมโดยใช้หน่วยวัดแบบอังกฤษ (เช่น ฟุตและปอนด์) แต่อีกทีมหนึ่งใช้มาตราเมตริก (เช่น เมตรและกิโลกรัม) จึงทำให้ผลคำนวนผิดพลาดจนไม่สามารถทำให้ยานลงจอดได้อย่างถูกต้อง จนภารกิจล้มเหลวในที่สุด   2. Vanguard Rocket Test จรวดที่ออกแบบพลาดได้ชื่อเล่นว่า ฟลอปนิก (Flopnik) เมื่อฤดูใบไม้ผลิปี 1957 หลังรัสเซียปล่อยดาวเทียม สปุตนิก นาซาก็ลุกลี้ลุกลนหาทางโต้กลับ แต่จรวดแวนการ์ดพุ่งขึ้นจากพื้นได้เพียง 1 เมตร ก่อนระเบิด ตัวเองต่อหน้าสื่อหนังสือพิมพ์และผู้ชมโทรทัศน์หลายล้านคน ซึ่งกลายเป็นจรวดที่ล้มเหลว   3. VentureStar เทคโนโลยีหยุดยานที่จะใช้งานแทนกระสวยอวกาศ ในทศวรรษ 1990 องค์การนาซาหาทางสร้างยานอวกาศที่ใช้ซ้ำได้แทนกระสวยอวกาศ โดยให้เป็นทั้งยานและจรวด คือพุ่งขึ้นในแนวดิ่ง และลงจอดเหมือนเครื่องบิน ยานเวนเจอร์สตาร์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เครื่องยนต์จรวดต้องเป็นแบบใหม่ และต้องใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบาที่พัฒนาขึ้นใหม่ ของใหม่เหล่านั้นทำงานไม่ได้ตามความคาดหมาย หลังจากผลาญงบไป…

แบตเตอรี่ชนิดใหม่ “นาโนแบต” มีอายุการใช้งานชั่วชีวิต! (ใช้มือถือได้ติดต่อนาน 400 ปี)

  ความฝันที่จะมีแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานนานตลอดชีวิตใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อปีที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์วิน ในเมืองเออร์วิน รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ประสบผลสำเร็จในการออกแบบแบตเตอรี่ชนิดใหม่ ที่สามารถชาร์จใหม่ได้มากถึง 200,000 ครั้ง โดยสูญเสียความจุไปเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น (แบตเตอรี่ทั่วไปชาร์จได้ประมาณ 5,000 – 6,000 ครั้ง ซึ่งอย่างมากสุดชาร์จได้เพียง 7,000 ครั้งเท่านั้น) ทั้งนี้เว็บไซต์ Good ระบุว่าแบตเตอรี่ชนิดดังกล่าวสามารถให้พลังงานแก่สมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อปทั่วๆ ไป ได้เป็นเวลาถึง 400 ปีเลยทีเดียว เรจินาลด์ เพนเนอร์ หนึ่งในทีมวิจัย เปิดเผยว่า การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญระหว่างการทดลองเพื่อหาทางผลิตแบตเตอรี่แบบใหม่สำหรับทดแทนแบตเตอรีลิเธียม-ไอออนที่ใช้กันอยู่ โดยทีมวิจัยเชื่อว่าการใช้เส้นลวดนาโน ตามทฤษฎีน่าจะช่วยยืดอายุของแบตเตอรี่ออกไปให้ใช้งานได้นานขึ้น เนื่องจากปริมาณพื้นผิวสำหรับยึดกุมประจุไฟของลวดนาโนมีมากกว่า อย่างไรก็ตามปัญหาที่เจอก็คือตัวลิเธียมจะกัดกร่อนลวดนาโนไปในทันทีที่ผ่านการชาร์จเพียง 2,000-3,000 ครั้งเท่านั้น     ทีมวิจัยแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการสร้างปลอกจากแมงกานีสไดออกไซด์ขึ้นมาหุ้มลวดนาโนที่ทำจากทองคำเหล่านั้นเอาไว้ และเปลี่ยนลิควิดลิเธียมเป็นเจลอิเล็กโตรไลต์ที่มีความหนาแน่นสูงกว่า เพนเนอร์ระบุว่า ด้วยความขี้เล่นของเพื่อนร่วมทีมวิจัยรายหนึ่ง ทดลองเอาเจลอิเล็กโตรไลต์ไปเคลือบวงจรทั้งหมดเล่นแล้วลองชาร์จประจุ-คายประจุวนไปวนมาเล่นๆ และหลังจากที่ทดสอบนานกว่า 3 เดือน ก็พบว่าสามารถชาร์จได้นับแสนๆครั้ง โดยไม่สูญเสียความจุประจุไฟทั้งหมดไป เพนเนอร์ยอมรับว่าทีมยังไม่เข้าใจกลไกที่ทำให้เกิดความทนทานต่อการชาร์จนี้มากมายนัก แต่ได้ผลดีเยี่ยม…

“Lamborghini” ออกแบบรถที่สามารถสแกน เพื่อทำการซ่อมแซมตัวเองได้! (เจ๋งสุดๆ)

บริษัทผลิตรถยนต์ แลมโบรกีนี ของอิตาลี เปิดตัวรถซูเปอร์คาร์ยี่ห้อใหม่ Terzo Millennio(เทอร์โซ มิลเลนนิโอ) หรือ Third Millennium ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นรถไฮเทคที่ออกแบบร่วมกับสถาบันเทคโนโลย MIT โดยได้ไอเดียมาจากรูปร่างของยานอวกาศ     Mitya Borkert หัวหน้าฝ่ายออกแบบของแลมโบรกีนี กล่าวว่า การผสมรวมนวัตกรรมของแลมโบรกีนี เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษารุ่นใหม่ที่ MIT สร้างแรงจูงใจที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง รถยนต์รุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้ประหยัดพลังงาน โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่คนรุ่นใหม่(ที่มีตังค์ซื้อนะ เพราะแพงแน่นอน)   เทคโนโลยีใหม่   – ห้องโดยสารเป็นแบบ Victual Cockpit ที่สามารถให้ผู้ขับได้สัมผัสการขับขี่จำลองในสนามแข่งต่างๆ ที่มีชื่อเสียงผ่านการขับขี่เสมือนจริง – มีลูกเล่น Ghost Car แบบที่เราพบเจอในเกมส์รถแข่ง ให้ผู้ใช้งานได้ฝึกปรือทักษะเสียด้วย – ระบบขับเคลื่อนเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว โดยที่มอเตอร์แต่ละตัวจะอยู่ในแต่ละล้อ   – แบตเตอรี่ที่ใช้มีความบางเป็นพิเศษ จะถูกติดตั้งไว้กึ่งกลางระหว่างผนังตัวถัง เพื่อช่วยให้ชาร์จไฟเร็วยิ่งขึ้น และยังเพิ่มการชาร์จผ่านพลังงานจลน์ หรือแรงสะเทือนต่างๆ เพื่อเป็นการเพิ่มพลังงานไฟฟ้าให้รถสามารถเคลื่อนที่ได้ไกลยิ่งขึ้น…