นอกจากเอาไว้ร้องไห้ เวลาโดนเทแล้ว “น้ำตา” มีไว้เพื่ออะไรกันนะ?

ในเวลาปกติดวงตาของเราจะมีน้ำตาหล่อเลี้ยงตลอดเวลาอยู่แล้ว โดยดวงตาของคนปกติจะผลิตน้ำตาออกมาราว 5-10 ออนซ์ต่อวัน ไม่ว่าวันนั้นคุณจะร้องไห้อย่างหนักหน่วงหรือไม่ได้ร้องไห้เลยก็ตาม นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าบางครั้งคุณรู้สึกอยากร้องไห้อีก แต่ก็ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแล้วนั่นเอง     ซึ่งน้ำตานั้นไม่ใช่น้ำเปล่าแต่อย่างใด เพราะมันเป็นสารคัดหลั่งชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะคล้ายฟิล์ม หรือที่เรียกว่า “แผ่นน้ำตา” หรือ “ฟิล์มน้ำตา” ในน้ำตาประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด เช่น ไขมัน เกลือแร่ โปรตีน รวมไปถึงสารภูมิคุ้มกันต้านทานโรค และเอนไซม์ต่างๆ ที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคที่จะทำอันตรายแก่ดวงตา ดูจากส่วนประกอบทางด้านเคมี น้ำตาก็จะคล้ายคลึงกับน้ำลายเป็นอย่างมาก ฮ่าๆๆ น้ำตาที่ไหลออกมาจากตานั้น ถูกแบ่งออกเป็น 3 ชนิดด้วยกัน 1.น้ำตาหล่อลื่น (Basal Tears) ทำให้ดวงตาชุ่มชื่น ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น 2.น้ำตากำจัดสิ่งระคายเคือง (Reflex Tears) ฝุ่นละอองหรือควันปลิวเข้าตา ถูกลมเป่า ถูกจิ้มตา รวมไปถึงการจามและการหาว ก็ทำให้น้ำไหลออกมาได้ เช่นเดียวกับการหั่นหัวหอมที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ดวงตาก็จะหลั่งน้ำตาออกมาเพื่อบรรเทาอาการและชะล้างสิ่งสกปรกออกจากดวงตา 3.น้ำตาจากอารมณ์ (Emotional Tears) จากงานวิจัยพบว่า น้ำตาที่มาจากความทุกข์นั้นประกอบด้วยสารเคมีในสมองที่ทำให้รู้สึกตึงเครียดมากที่สุด ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงรู้สึกดีขึ้นหลังจากร้องไห้ เพราะร่างกายได้ขับความตึงเครียดออกมากับน้ำตาแล้วนั่นเอง    …

พบ “ดาวผีดิบ” ที่แม้จะหมดอายุขัยไปแล้ว แต่ไม่ยอมตาย ยังคงระเบิดพลีชีพครั้งแล้วครั้งเล่า!

  วัตถุชื่อ iPTF14hls หรือ Zombie Star (ดาวฤกษ์ผีดิบ) มองเห็นได้ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ จัดเป็นซูเปอร์โนวาที่แปลกประหลาดในช่วงเวลา 3 ปี มันปะทุหลายครั้ง นับแต่ปี 1954 เป็นต้นมา มันระเบิดทำลายตัวเองมาแล้วประมาณ 2-5 ครั้ง ระเบิดพลีชีพครั้งแล้วครั้งเล่า หมดอายุขัยแล้วไม่ยอมตาย ฟื้นชีวิตหลายรอบในช่วงเวลา 60 ปี “ซูเปอร์โนวาดวงนี้หักล้างทุกอย่างที่เราคิดว่าเรารู้ ถือเป็นปริศนาข้อใหญ่สุดที่เคยเจอนับแต่ศึกษาการระเบิดในจักรวาลมานานหนึ่งทศวรรษ” แอร์ อาร์คาวี นักศึกษาหลังปริญญาเอกที่หอสังเกตการณ์ลาคัมเบอร์ นักวิจัยร่วม บอกในรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร nature     ตามทฤษฎีทางดาราศาสตร์ในปัจจุบัน เมื่อดาวฤกษ์ที่มีมวลมากหมดอายุขัย มันจะระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา หรือมหานวดารา ปิดฉากชีวิตในการระเบิดแค่ครั้งเดียว สำหรับดาวฤกษ์ซอมบีดวงนี้ นอกจากระเบิดมาแล้วหลายหน แต่ละครั้งยังปลดปล่อยพลังงานกินเวลานานกว่าซูเปอร์โนวาทั่วไปถึง 6 เท่าเลยทีเดียว วัตถุสว่างที่ว่านี้ พบเมื่อปี 2014 ต่อมาในปี 2015 นักดาราศาสตร์ระบุว่า มันคือมหานวดารา ตอนแรกวงวิชาการไม่เห็นว่ามันมีอะไรน่าสนใจ แต่ก็ต้องเปลี่ยนความคิดเพราะโดยทั่วไป เมื่อดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ปลิดชีพตนเองเมื่อหมดอายุขัย มวลที่ยุบถล่มลงสู่ใจกลางจะจุดระเบิด ส่งมวลสารพุ่งกระจายรอบทิศทางด้วยความเร็วสูง มวลสารที่ขยายตัวปลดปล่อยพลังงานมหาศาล ทำให้มันสว่างเจิดจ้าอยู่นานประมาณ…

ผู้เชี่ยวชาญชี้ ข้อความแชทที่ขึ้น “อ่านแล้ว” แต่ไม่ตอบกลับ ส่งผลต่อสภาพจิตใจอย่างมาก!

 

Tony D. Sampson ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย East London ตีพิมพ์ผลงานเกี่ยวกับวัฒนธรรมสื่อดิจิทัลและการสื่อสาร ระบุว่า แอพแชทต่างๆมีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมของผู้ใช้ ผลทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นเมื่อข้อความขึ้นว่า อ่านแล้ว(read) แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ สร้างผลกระทบต่อจิตใจอย่างคาดไม่ถึง จะส่งผลให้เกิด ความกังวล ความรู้สึกผิด และตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองพิมพ์ออกไปว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่

แต่ทั้งนี้รายงานยังระบุอีกว่า ความเร็วในการตอบนั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นใครกับคู่สนทนา เพราะ คู่สนทนาของคุณจะตอบเร็วมากขึ้นหากคุณเป็น ครอบครัว หรือ คนรัก

 

 

โดยเรื่อง อ่านแล้วไม่ตอบ นี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลยนะครับ เพราะเคยทำให้คู่รักต้องเลิกกันไปหลายต่อหลายคู่แล้ว อย่างเช่นเรื่องนี้ “หญิงไต้หวันชนะคดีฟ้องหย่า เพราะ สามีอ่านไลน์แล้วไม่ตอบ!” เห็นมั้ยหล่ะครับว่า การที่คุณอ่านแล้วไม่ตอบ โอเคคุณอาจจะสบายใจ แต่คุณลองเอาใจเค้ามาใส่ใจคุณดูสิ ว่าถ้าคุณเป็นฝ่ายโดนบ้างจะกระวนกระวาย จะทุกข์ใจแค่ไหน แล้วนี่ผมจะดึงดราม่าทำไมเนี่ย ฮ่าๆๆ

อ้างอิง –  blognone , emotionuxlab

iG – Ma_nosh ก่อตั้ง 19 ตอนนี้ 23

องค์การอุตุโลกเผยระดับ “ก๊าซเรือนกระจก” จากทั่วโลก สูงสุดในรอบ 8 แสนปี!

  องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ได้เปิดเผยต่อที่ประชุม UN ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งสัญญาณไปยังนานาประเทศว่าเวลาในการจัดการกับปัญหาโลกร้อนนั้น ใกล้หมดลงเต็มที จากการติดตามความเปลี่ยนแปลงของระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอด 8 แสนปีที่ผ่านมา พบว่า เมื่อปีที่แล้วมีระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศทำสถิติสูงสุด มากกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมราว 145%     ​Petteri Taalas เลขาธิการ WMO ได้กล่าวว่า เราได้เห็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 3 เท่าตัว นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ ในรายงานฉบับนี้ ยังได้ย้ำว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มอุณหภูมิให้กับโลกมากถึง 60% และต้นตอสำคัญของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็มาจากฝีมือมนุษย์     ข้อมูลจากในรายงานยังบอกอีกว่า ในปัจจุบัน ในรายงานฉบับนี้ ยังได้ย้ำว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มอุณหภูมิให้กับโลกมากถึง 60% และต้นตอสำคัญของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็มาจากฝีมือมนุษย์     และนี่คือคำเตือนจาก องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หากไม่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นถึงระดับอันตรายในอีกราว 80 ปีข้างหน้า ซึ่งมากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวงจรของสภาพอากาศโลก ที่อาจนำไปสู่ภัยพิบัติเลวร้ายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และตอนนี้สุขภาพร่างกายของมนุษย์ กำลังรับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนโดยไม่รู้ตัว ที่มา…

งานวิจัยเผย เนื้อสเต็กแบบ”Well-done”ไม่ได้ปลอดภัยที่สุด เพราะมันมีสารที่ทำลายสมองอยู่

ระดับความสุกของเนื้อสเต็ก ตั้งแต่ดิบ ไปจนถึง สุกจนเกรียม ต่างก็มีชื่อเรียกเป็นของตัวเอง โดยคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า เนื้อยิ่งสุก ก็จะยิ่งดี จะได้กินได้อย่างปลอดภัย คนที่รักสุขภาพก็เลยชอบสั่งแต่แบบ เวลล์ดัน (Well-done) หรือเนื้อสุกนั่นเอง ซึ่งเนื้อแบบนี้ ต้องแลกมาด้วยความฉ่ำและความนุ่มของเนื้อที่ลดลง ความอร่อยก็จะลดลงด้วย เพื่อความสบายใจแล้ว จึงไม่รู้เลยว่าเนื้อแบบ Well-done นี้หละ ที่มีสารพิษปนอยู่!     # เนื้อสเต็ก ค่อนข้างจะปลอดภัยจากพยาธิ ต่างจากเนื้อหมูที่ต้องทำให้สุกเท่านั้น จากงานวิจัยมากมาย การทานสเต็กแบบ Well-Done มีอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกับ สมอง เพราะเนื้อแบบ Well-done มันคือการทำให้อาหารสุกเกินไปผ่านการย่าง ซึ่งนั่นทำให้เกิดสารที่เรียกว่า “Glycotoxin” โดยจากการวิจัยของ the Icahn School of Medicine at Mount Sinai ในสหรัฐฯ นั้น การทานสาร glycotoxins เข้าไปมากๆ มันเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการป่วยในระยะยาว.. ซึ่งหนึ่งในโรคที่มีโอกาสเป็นสูงคือ โรคความจำเสื่อม หรือ อัลไซเมอร์  …

งานวิจัยเผย ความรู้สึกเชิงลบ ปัญหาต่างๆ ทำให้ความคิดสร้างสรรค์พุ่งกระฉูด! กว่าความสุข

มีงานวิจัยหลายชิ้นกล่าวไว้ว่า ความคิดสร้างสรรค์จะเปล่งประกายได้ก็ต่อเมื่อมีความรู้สึกเชิงลบ เช่น ความกดดัน ปัญหาต่างๆ และความยากลำบาก ซึ่งหากจะพูดให้เห็นภาพ อยากให้เพื่อนๆ ลองคิดดูครับว่า จริงๆความสุข ความสะดวกสบาย ไร้ซึ่งความกังวล ความกดดัน เมื่อรวมกับสภาพความเป็นอยู่ที่ดี มันสามารถทำให้ขาดความคิดสร้างสรรค์ และไม่คิดหาทางแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการที่ต่างไปจากเดิมได้จริงๆ เนื่องจากความคิดที่ว่า ของเดิมนั้นดีอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องคิด แก้ไข หรือพัฒนาอะไร

 

 

ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยไรซ์ Jenifer George และ Jing Zhou ก็มีความเห็นไม่ต่างกันว่า อุปสรรคอาจไม่ได้ทำให้เรามีความสุข แต่มันกลับช่วยให้งานสร้างสรรค์ออกมาดี ซึ่งจากงานศึกษาของทั้งสองที่ได้ทำการสำรวจลูกจ้างในองค์กร โดยหัวหน้างานเป็นผู้ประเมินความคิดสร้างสรรค์ของลูกน้อง พบว่า

หากมีหัวหน้างานที่ดี กลุ่มลูกจ้างที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงสุดต่างมีความรู้สึกที่มีทั้งบวกและเชิงลบอย่างรุนแรง ขณะที่ลูกจ้างที่มีความสุขมากกว่าจนไม่มีความคิดเชิงลบใดๆเลย กลับมีความคิดสร้างสรรค์ที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนลูกจ้างที่มีหัวหน้างานไม่ดี คือกลุ่มที่มีความคิดสร้างสรรค์ต่ำที่สุด ทำให้เห็นว่าหัวหน้างานเองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ลูกน้องเกิดความคิดดีๆ หรือทำงานที่ดีออกมาด้วย

 

 

จากการวิจัยนี้ทำให้เห็นว่า ความตึงเครียดและความรู้สึกเชิงลบที่เกิดขึ้นจากงาน เป็นสิ่งจำเป็น เพราะมันจะช่วยผลักดันให้คนที่มีความมุ่งมั่นจนสามารถสร้างสรรค์งานได้ดีขึ้น เพื่อจะได้แก้ปัญหา และพัฒนาสิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่มีความสุขไห้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีควบคู่ไปด้วยนั่นเอง