พบกับ “ตระกูลมาร์ซิลี” ผู้สืบทอดยีนกลายพันธุ์หายาก ไร้ความรู้สึกเจ็บปวด แม้บาดเจ็บหนัก

  ตระกูลมาร์ซิลี (Marsili Family) ครอบครัวหนึ่งในอิตาลีที่มียีนกลายพันธุ์ชนิดที่แปลกและหายาก สืบทอดกันอยู่ในสายเลือด เมื่อกล่าวถึงคำว่ากลายพันธุ์ หลาย ๆ คนอาจจะนึกไปถึงเอ็กซ์เม็น (X-Men) จริงๆ แล้วครอบครัวมาร์ซิลีไม่ได้มีความสามารถเหนือมนุษย์หรืออะไรแบบนั้น แต่พวกเขามีบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างจากคนอื่นๆ นั่นคือ ความไม่รู้สึกเจ็บปวด ไม่ว่าจะถูกน้้ำร้อนลวก ผิวหนังเป็นแผล หรืออะไรก็ตาม พวกเขาก็แทบไม่รู้สึกถึงความทรมานจากอาการเหล่านั้นเลย     เลติเซีย มาร์ซิลี วัย 52 ปี หนึ่งในสมาชิกครอบครัวที่มีอาการนี้ เปิดเผยว่า เธอพบว่าตัวเองมีความผิดปกติ ตั้งแต่ตอนที่เธอยังเป็นเด็ก ไม่ว่าจะประสบอุบัติเหตุจนกระดูกร้าว หรือถูกไฟลวกจนเป็นแผล เธอก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ นอกจากเลติเซียแล้ว สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆอีก 5 คน ก็เป็นแบบเดียวกัน ต่อให้เป็นความเจ็บปวดรุนแรงชนิดที่คนปกติต้องพึ่งยาแก้ปวด พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้มัน (ตอนแรกนักข่าวนึกว่ามีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นที่มีความสามารถนี้ แต่พอได้สัมภาษณ์ก็ถึงรู้ว่าคนในครอบครัวของเธอมีความสามารถนี้กันทุกคน)     “พวกเราก็ใช้ชีวิตปกติเหมือนกับคนอื่นๆ เพียงแค่พวกเราแทบไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเหมือนคนอื่นเขา จริงๆแล้วพวกเราก็เจ็บเป็นนะ เพียงแค่มันอยู่ไม่นาน ไม่กี่วินาทีก็หายไป” เลติเซีย กล่าว ความไม่รู้สึกเจ็บปวดแบบนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งพิเศษที่หลายๆ คนปรารถนา แต่มันก็นำมาซึ่งอันตรายได้เช่นกัน…

ไขความลับหลุมประหลาด แห่งมอนติคาโล “Glory hole” หลุมอะไรทำไมดูลึกลับจัง?

  หลุมประหลาดนี้มีชื่อว่า Glory hole (หลุมแห่งชัยชนะ) วิศวะกรได้สร้างขึ้น เพื่อระบายน้ำออกจากเขื่อน เวลาที่เขื่อนมีปริมาณน้ำสูง หลุมนี้เป็นของเขื่อน ในมอนติคาโล แคลิฟอเนียร์ ด้วยสัดส่วนความบิ๊กขนาด 312 x 93 เมตร ขนาดของมันสามารถ ระบายน้ำได้ถึง 14,400 คิวบิคฟิต/วินาที     Monticello Dam เขื่อนมอนติคาโล ตั้งอยู่ในเขต Napa County รัฐแคลิฟอร์เนีย ของประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้เวลาสร้าง 4 ปี (1953-1957) ซึ่งเป็นเขื่อนคอนกรีตที่มีความสูงถึง 304 ฟุต หรือประมาณ 93 เมตร ประโยชน์ของการสร้างหลุมแบบนี้ สำหรับควบคุมการระบายกระแสน้ำจากเขื่อนไปยังพื้นที่ต่ำกว่า หลุมระบายน้ำหรือที่เรียกว่า spillway (ที่จริง Glory Hole เป็นชื่อเล่นของสปิลเวย์หรือหลุมระบายน้ำแห่งนี้นี่เอง) จะช่วยป้องกันไม่ให้น้ำล้นเขื่อนหรือพังทำลายเขื่อนนั้น น้ำที่ดูดลงไปก็จะไปโผล่อีกด้านของเขื่อน ซึ่งก็จะออกแบบไว้ให้รองรับน้ำที่ล้นกำลังของเขื่อนไว้อยู่แล้ว     ด้วยรูปลักษณ์ และลักษณะที่ค่อนข้างแปลกตา…

โลกร้อนช่วยปลุก “ซอมบี้ไวรัส” ให้ตื่นขึ้น หลังอยู่ใต้น้ำแข็งมานานกว่า 75 ปี

กวางเรนเดียร์ ที่ไซบีเรีย กว่า 2,349 ตัวพร้อมใจกันตายในชั่วพริบตา เพราะพวกมันได้รับไวรัสแอนแทร็กซ์ ที่อยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งมานานกว่า 75 ปี แต่ที่มันพึ่งโผล่ขึ้นมาเป็นเพราะว่า โลกร้อนนั่นเอง นอกจากกวางเรนเดียร์ การคืนชีพของแอนแทร็กซ์ครั้งนี้ทำให้มีคนตายแล้วสองคน ขณะที่เด็ก 41 คน และผู้ใหญ่อีก 31 คน อยู่ในภาวะติดเชื้อ     ข้อมูลระบุว่าแอนแทร็กซ์ที่อยู่ในฝูงของกวางเรนเดียร์ทางตะวันตกของไซบีเรีย มีลักษณะคล้ายกับเชื้อที่พบในอวัยวะภายในของกวางเรนเดียร์ที่ตายเมื่อ 75 ปีก่อน ซึ่งศพเหล่านี้ถูกแช่แข็งไว้ใต้ดินเรื่อยมา การผุดขึ้นมาจากดินของแอนแทร็กซ์อาจเกิดจากภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนอัตราการละลายของพื้นน้ำแข็งบนภาคพื้นทวีปในฤดูร้อนเปลี่ยนแปลงจาก 30 เซนติเมตรเป็น 1 เมตร ลึกพอที่จะถึงบริเวณหลุมฝังศพ และมันก็ลอยฟุ้งขึ้นมาอีกครั้ง (ผมจึงตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า ไวรัสซอมบี้ คงไม่เกินจริงนะครับ เพราะมันตายไม่เป็นนั่นเอง)     นี่ไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด เพราะ Bacillus anthracis แบคทีเรียที่เป็นตัวการของโรคแอนแทร็กซ์จะผุดขึ้นมาจากดินในไซบีเรีย มันสามารถมีชีวิตอยู่ในดินได้เกือบศตวรรษ ทันทีที่น้ำแข็งละลาย สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยู่ในนั้นก็จะหลุดออกมาจากภาวะจำศีล และที่น่ากลัวมากกว่าเจ้าแอนแทร๊กซ์ก็คงจะเป็นโรคฝีดาษ ถ้าฝีดาษฟื้นขึ้นมาจากการจำศีล 120 ปี อะไรจะเกิดขึ้น…

“ปลาแสงอาทิตย์” ปลาสุดประหลาด ที่มีวงจรชีวิตน่าสงสารที่สุดในทะเล :(

  ปลาพระอาทิตย์ (Ocean sunfish) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า โมลา โมลา (mora mora) เป็นปลาขนาดใหญ่ที่มีลักษณะแปลกมากๆ ลำตัวของมันนั้นมีรูปร่างเป็นทรงกลม ส่วนหัวมีขนาดใหญ่มากจนดูเหมือนว่าหัวหน่ะคือทั้งตัว ขณะที่ครีบมีขนาดสั้นมาก แลดูคล้ายคล้ายครีบของฉลามยังไงยังงั้น จึงทำให้พวกมันว่ายน้ำได้ช้า(แต่ก็ว่ายเร็วพอที่จะล่าเหยื่ออย่างแมงกระพุนมากินได้ ปากของมันมีลักษณะเหมือนปากนกแก้ว แต่อ้าค้างอยู่ตลอดเวลา) พวกมันเป็นปลาที่บังคับทิศทางได้แย่สุดๆ (ไม่มีครีบหางเหมือนปลาทั่วไป) จึงเป็นเหตุให้พวกมันมักจะว่ายไปชนเรือลำใหญ่ๆอยู่บ่อยครั้ง และ เวลาถูกล่าก็มักจะหนีไม่ทันต้องกลายเป็นเหยื่อของแมวน้ำทุกที (น้ำหนัก 2.3 ตัน ยาวได้มากกว่า 3.2 เมตร)     แต่พวกมันกลับมีเกราะที่หนาอย่างมาก อ่อลืมบอกพวกมันเป็นญาติห่างๆกับปลาปักเป้านะ ปลาที่ไม่มีเกล็ด มีผิวหนังที่หนาหยาบและยืดหยุ่น และมีเมือกหนา ทำหน้าที่เสมือนเกราะหุ้มตัว บางตัวอาจมีหนังหนาถึง 15 มิลลิเมตร ลักษณะของซันฟิชประหลาดเสียจนนักชีววิทยาบางคนบอกว่า – “เหมือนปลาที่เหลือแค่ครึ่งเดียว” หรือไม่ก็เหมือน “รูปปลาที่เด็กๆวาดไว้แต่ยังไม่เสร็จ” / ในภาษาเยอรมันไม่เรียกมันว่าซันฟิช แต่เรียกว่า – “ชวิทเมนเดอร์ คอร์ปฟ์” แปลว่า – “หัวที่ว่ายน้ำได้”   ปลาที่มีชีวิตอาภัพที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล…

จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้ามีคนทะลึ่งไปเปิดประตูฉุกเฉิน ขณะที่เครื่องบินกำลังบินอยู่บนฟ้า!

  ในขณะที่กำลังคิดอยู่ว่าจะเขียนเรื่องอะไรดีนั้น ก็ดันไปคิดถึงหนัง Batman ภาค 3 ในฉากที่ Bane ปล้นเครื่องบิน แล้วก็คิดว่าเฮ้ยเครื่องบินมันเปิดอล่างฉ่างขนาดนั้นคนในเครื่องมันไม่เป็นอะไรเลยหรอ จากนั้นก็ทำการ research รัวๆ จนได้คำตอบว่า ขอโทษนะครับ ไอ่บ้าเอ้ย ชีวิตจริงมันน่ากลัวกว่าในหนังเย้อออ! ทั้งนี้เหตุการณ์นี้คล้ายคลึงกับเรื่อง World War Z มากที่สุด ในฉากที่ brad pitt จำเป็นที่จะต้องระเบิดเครื่องบินเพื่อให้รอดจากฝูงซอมบี้ ความดันอากาศที่ลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่คาดคิดในสภาพแวดล้อมปิดเช่นบนเครื่องบินนั้น สามารถเกิดขึ้นได้หากประตูเครื่องบินถูกเปิดออกในระหว่างเที่ยวบินหรือการที่หน้าต่างเครื่องบินถูกทำลายจนเสียหาย ซึ่งหลายคนคงนึกถึงเหตุการณ์โจรกรรมเครื่องบินอย่างในภาพยนตร์ แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วความดันอากาศที่ลดลงอย่างไม่สามารถควบคุมได้นี้อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องด้วยความไม่ความสมบูรณ์ของโครงสร้างของเครื่องบินหรือการซ่อมแซมที่ไม่ดีพอ     หากว่าประตูเครื่องบินถูกเปิดออกในระหว่างเที่ยวบินขึ้นมาจริงๆ ผู้โดยสารที่อยู่ใกล้บริเวณประตูจะถูกขับออกนอกตัวเครื่องบิน อุณหภูมิในห้องโดยสารจะลดลงอย่างรวดเร็วจนถึงในระดับที่สามารถกระตุ้นให้เกิดสภาวะฟรอสไบท์ (Frostbite) หรืออาการที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อในร่างกายถูกทำลายจากอุณหภูมิที่เย็นจัดได้ ซึ่งจะเริ่มที่อาการแสบระคายเคืองที่ผิวหนัง จากนั้นผิวสีแดงจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดร่วมกับการมีแผลพอง ผิวหนังจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ จนในที่สุดเนื้อเยื่อจะตายจากการถูกทำลายเนื้อเยื่อในทุกชั้นผิว ในระหว่างที่ความดันอากาศลดลง ส่วนใหญ่แล้วคนเราจะยังพอมีสติอยู่ในระหว่าง 15 – 20 วินาที อาจฟังดูเป็นเวลาที่มากพอจะดึงหน้ากากออกซิเจนมาใช้ และจัดการหน้ากากออกซิเจนนั้นให้กับเด็กที่นั่งอยู่ด้านข้าง แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น เวลาที่มีอาจไม่เพียงพอที่จะตั้งสติได้ เว็บไซต์ rd…

“ซีแลนเดีย” ทวีปปริศนา ใต้มหาสมุทร ที่ยังไม่ได้รับการสำรวจ

หากคุณคิดว่ารู้จักทั้ง 7 ทวีปของโลกดีแล้วล่ะก็ ขอให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะทวีปใหม่ในนาม “ซีแลนเดีย” กำลังรอการยอมรับในฐานะทวีปที่ 8 ของโลก (โลกของเราแบ่งออกเป็น 7 ทวีป ได้แก่ แอฟริกา ยุโรป เอเชีย อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย และแอนตาร์กติกา)     ซีแลนเดีย (Zealandia) เป็นดินแดนที่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ใต้มหาสมุทรแปซิฟิกทางฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย และดินแดนแห่งนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินกอนด์วานา (Gondwana) ในอดีตก่อนจะแยกตัวออกมาเมื่อประมาณ 75 ล้านปีก่อน เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยของสมาคมธรณีวิทยาอเมริกา ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการโดยระบุว่า ซีแลนเดีย ควรได้รับการจัดให้เป็นทวีปใหม่ เพราะดินแดนดังกล่าวมีเอกลักษณ์ทางธรณีวิทยาเด่นชัดที่เข้าเกณฑ์การเป็นทวีปเช่นเดียวกับดินแดนอื่นๆ รวมถึงพื้นที่ยกตัวเหนือบริเวณรอบๆ ซึ่งมีลักษณะทางธรณีที่แตกต่างอย่างชัดเจนและมีเปลือกโลกที่หนากว่าบริเวณพื้นมหาสมุทรค่อนข้างมาก     ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้แถลงถึงการออกสำรวจทวีปใหม่นี้ โดยเรือขุดเจาะ Joides Resolution จะขุดสำรวจตะกอนดินและหินที่กองอยู่ใต้พื้นมหาสมุทร เพื่อหาคำตอบว่าภูมิภาคดังกล่าวนี้มีพฤติกรรมอย่างไรตลอดหลายสิบล้านปีที่ผ่านมา ตะกอนที่ถูกขุดเจาะนั้นจะนำขึ้นมาศึกษาบนเรือ เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ไขปริศนาเกี่ยวกับอดีตของมหาสมุทร สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว สิ่งมีชีวิตใต้พท้นมหาสมุทร แผ่นเปลือกโลก รวมถึงบริเวณที่กระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหว “ซีแลนเดียเป็นบริเวณที่สำคัญมากในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก โดยขณะที่ออสเตรเลียขยับขึ้นเหนือนั้นก็เกิดทะเลทัสแมนขึ้น…

นักสำรวจเฮ! ค้นพบ “จระเข้ยักษ์โบราณ” อายุ 130 ล้านปี ใต้ทะเลทรายซาฮารา

  เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2016 มีการค้นพบซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ มาคิโมซอรัส เร็กซ์ เป็นจระเข้ขนาดใหญ่มีลักษณะคล้ายกับจระเข้ในปัจจุบันใต้พื้นทะเลทรายซาฮารา โดยมีอายุประมาณ 130 ล้านปีก่อน ซากดังกล่าวมีความกว่า 10 เมตร ณ ประเทศตูนีเซีย บริเวณพื้นที่ทะเลทรายซาฮารา     นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันเป็นซากของ มาคิโมซอรัส เร็กซ์ (Machimosaurus rex) เป็นซากของจระเข้ขนาดใหญ่คาดว่าเป็นสายพันธุ์จระเข้น้ำเค็ม อาศัยในทะเลในช่วงยุคดึกดำบรรพ์ กระโหลกที่มีขนาดกว่า 1.5 เมตร และมีขนาดใหญ่กว่าจระเข้ปัจจุบันถึง 2 เท่า โดยบริเวณปากมีลักษณะเรียวเล็กคล้ายกับตะโขง คาดว่าหนักถึง 3 ตัน ขณะที่ ซาร์โคซูคัส จระเข้ดึกดำบรรพ์อีกสายพันธุ์หนึ่งอาศัยแถบน้ำจืดซึ่งมีขนาดและความยาวใกล้เคียงกันมาก คาดว่าอาศัยอยู่ในต้นยุคครีเทเชียส     – นักวิทยาศาสตร์สันนิฐานว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวนั้นเป็นทะเลมาก่อนต่อมาเกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก เวลาผ่านไปพื้นที่ดังกล่าวแห้งกลายเป็นพื้นดินในที่สุด หรือข้อสันนิฐานอีกอย่างหนึ่งคือ พื้นที่นั้นอาจเป็นทะเลสาบน้ำเค็มขนาดใหญ่มาก่อน ยิ่งช่วยยืนยันทฟษฏีที่ว่า ในอดีตนั้นทะเลทรายซาฮาราที่ตอนนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่มีอากาศร้อนที่สุดในโลก นั้นเคยเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และมีอากาศหนาวจนแหล่งน้ำทั้งหมดเย็นจนเป็นน้ำแข็ง     –…

ดาวเคราะห์น้อย “หัวกะโหลกยักษ์” กำลังมาเยือนโลก! (หลังเคยปรากฏตัวเมื่อ 2 ปีก่อน)

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ดาวเคราะห์น้อย ‘2015 TB145’ ขนาดกว้าง 640 ม.กำลังจะเคลื่อนตัวผ่านใกล้โลกของเราอีกครั้งในปีหน้า หลังจากมันเคยเคลื่อนตัวผ่านเข้าใกล้โลกมาแล้วเมื่อ 31 ต.ค. ปี 2558 ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีลักษณะคล้ายกับหัวกะโหลกขนาดใหญ่ จนทำให้มันได้ชื่อเล่นคือ ‘ดาวเคราะห์น้อยฮัลโลวีน’ ระยะเฉียดของโลกเมื่อปี 2558 0.0037 AU หรือ 1.3 LD ซึ่งถือว่ามีระยะเฉยีดที่ห่างกับโลกอยู่มาก ไกลกว่าดวงจันทร์ถึง 30% AU คือ ระยะทางเฉลี่ยจากโลกไปดวงอาทิตย์ / LD คือ ระยะห่างจากโลกไปดวงจันทร์     ผลการตรวจสอบในอดีตยังพบว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีสะท้อนแสงอาทิตย์เพียง 5-6% ของแสงที่ตกกระทบหรือมากกว่าถ่านหินเพียงเล็กน้อย ทำให้มันมืดมาก นักวิทยาศาสตร์ยังตั้งทฤษฎีว่า 2015 TB145 อาจเป็นดาวหางมาก่อน แต่สูญเสียน้ำและองค์ประกอบอื่นไปหมดแล้วระหว่างที่มันโคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3.04 ปี ซึ่งหมายความ มันจะเคลื่อนตัวผ่านโลกอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพ.ย. 2561     อย่างไรก็ตาม พาโบล ซานโตส-ซานซ์…

ค้นพบ “เห็บดูดเลือด” ในก้อนอำพันอายุ 99 ล้านปี! (แดรกคิวลาแห่งยุคไดโนเสาร์)

มีการค้นพบฟอสซิลของเห็บสายพันธุ์โบราณชนิดหนึ่ง ในก้อนอำพันที่ได้จากประเทศเมียนมา ซึ่งมีความเก่าแก่ถึง 99 ล้านปี โดยฟอสซิลตัวเห็บนี้เกาะติดอยู่ในขนของไดโนเสาร์กลุ่มเทอโรพอด (Theropods)     การค้นพบดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Nature Communications โดยระบุว่าพบฟอสซิลของเห็บชนิดที่สูญพันธุ์ไปแล้วซึ่งนักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อว่า Deinocroton draculi หรือ “เห็บที่น่าสะพรึงกลัวของแดร็กคิวลา” เห็บสายพันธุ์นี้สามารถดูดเลือดได้มากถึง 8 เท่าจากขนาดร่างกายของมัน และเป็นสิ่งที่ไม่เคยค้นพบมาก่อนจากเห็บที่มีอยู่ในสายพันธุ์ในยุคปัจจุบัน มีการค้นพบอำพันทั้งหมด  4 ก้อน โดยตัวหนึ่งติดอยู่กับขนของไดโนเสาร์ที่มีลักษณะคล้ายขนนก อีกตัวหนึ่งดูดเลือดเข้าไปจนพุงกาง ส่วนอีกสองตัวติดอยู่กับขนของด้วงหนังสัตว์ ดร. ริคาร์โด้ เพเรซเดอลาเฟนเต (Dr. Ricardo Pérez-de la Fuente) จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดกล่าวว่า “ขนนกไดโนเสาร์ที่พบพร้อมกับเห็บดึกดำบรรพ์นี้เป็นหลักฐานชิ้นแรก ของความสัมพันธ์ระหว่างปรสิตกับไดโนเสาร์ที่มีขน”     บันทึกจากฟอสซิลได้บอกเราว่าขนไดโนเสาร์ที่เหมือนขนนกนี้ จัดอยู่ในกลุ่มไดโนเสาร์ประเภท ทีโรพอด ซึ่งเป็นกลุ่มไดโนเสาร์ที่อยู่อาศัยบนพื้นราบแบบไม่มีความสามารถในการบินหรืออาจจะเป็นไดโนเสาร์กลุ่มเหมือนนกที่มีสามารถในการบินก็เป็นได้ ซึ่งฟอสซิลอำพันนี้คาดว่าอยู่ในยุคกลางครีเทเชียส และอำพันที่ค้นพบได้ยืนยันแล้วว่า ขนนกที่อยู่ด้านในไม่ใช่ขนนกที่มีชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบัน นายเอนริเก เปนญาลแวร์ ผู้นำทีมวิจัยจากสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของสเปน (IGME) ซึ่งค้นพบและศึกษาฟอสซิลนี้ระบุว่า “ถือเป็นครั้งแรกที่ได้พบหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ถึงบทบาทของเห็บในระบบนิเวศยุคดึกดำบรรพ์ แม้ไดโนเสาร์จะสูญพันธุ์ไปเมื่อราว 66…

หากผึ้งหายไปจากโลกเมื่อใด เมื่อนั้นแหละคือวันที่มนุษย์ต้องสูญพันธุ์แล้วจริงๆ!

ในปัจจุบันประชากรผึ้งกำลังลดจำนวนลงอย่างน่าวิตก บางครั้งก็เป็นโรคตายกันยกรัง ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป หากวันข้างหน้าโลกของเราไม่เหลือผึ้งเลย มันจะเกิดอะไรขึ้น ?     ปรากฏการณ์การค่อย ๆ สูญพันธุ์ของผึ้ง มีความเป็นไปได้ว่าอีกไม่นานนี้ ผึ้งจะค่อย ๆ หายสาบสูญไปจากโลก หลังจากที่มีการพบว่าผึ้งที่เลี้ยงอยู่ในสหรัฐกว่าครึ่งหายสาบสูญไปจากรัง จนนางพญาไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้เพราะไม่มีอาหาร ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ถูกตั้งข้อสันนิษฐานว่ามาจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ยาฆ่าแมลง การตัดแต่งพันธุกรรมในพืช หรืออาจมาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเสาไฟฟ้าแรงสูงก็เป็นได้ แต่จากหลักฐานที่มีการพบว่าผึ้งได้หายสาบสูญไป ก็พอจะทำให้นักวิทยาศาสตร์ทำนายได้ว่า มันอาจจะสูญพันธุ์ไปในเวลาอันใกล้นี้ และนั่นจะส่งผลร้ายต่อพืชที่มีผึ้งเป็นตัวผลิตอย่างแน่นอน     นักวิทยาศาสตร์อธิบายวิกฤตนี้ว่า มีสาเหตุจากไวรัสตัวหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรค Colony Collapse Disorder หรือ ซีซีดี มีการคาดการณ์กันว่า เพราะจากข้อมูลพบว่า ผึ้งราว 1 ใน 3 ของสหรัฐหายไปในทุกๆ ฤดูหนาว นับตั้งแต่ปี 2549 ส่วนที่อังกฤษเช่นกัน สมาคมผู้เลี้ยงผึ้งบอกว่า ประชากรผึ้งหนึ่งในสามของผึ้ง 240,000 ตัว ตายในช่วงหน้าหนาวและใบไม้ผลิ ความสูญเสียที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพภูมิอากาศโดยปกติจะอยู่ระหว่างร้อยละ 5-10…