5 สุดยอดความเสี่ยง หากคุณเป็นคนที่ “ชอบเล่นมือถือในห้องน้ำนานๆ” ระวังป่วยไม่รู้ตัว!

ใครที่ชอบหยิบโทรศัพท์มือถือเข้าไปในห้องน้ำบ่อยๆ เพราะไม่อยากไปนั่งเหงาหรืออยู่เฉยๆ ระหว่างทำธุระส่วนตัว อยากใช้ช่วงเวลานั้นให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการอัพเดตข่าวสาร ท่องโลกโซเชียล หรือเล่นเกม คุณรู้หรือไม่ว่าพฤติกรรมแบบนี้อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของคุณได้โดยไม่รู้ตัว     เพราะคงไม่มีห้องน้ำที่ใดในโลกที่จะสะอาดที่สุด โดยเฉพาะห้องน้ำสาธารณะด้วยแล้ว ยิ่งมีเชื้อโรคมากมายหลากหลายชนิดเกาะอยู่แทบทุกอณูพื้นที่ แถมตัวคุณเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าห้องน้ำที่เข้าไปใช้นั้นทำความสะอาดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ และมือของคุณก็คงไม่ได้สัมผัสแค่โทรศัพท์มือถือของตัวเองเท่านั้นเวลาอยู่ในห้องน้ำ ศาสตราจารย์ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา ในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เชื้อโรคในห้องน้ำนั้นเคลื่อนที่ตลอดเวลา และมีหลากหลายประเภท ส่วนใหญ่จะขับออกมาในรูปแบบของอุจจาระ และเมื่อใดก็ตามที่เรากดชักโครก น้ำในโถส้วมจะกระเด็นไปทุกทิศทุกทางได้ไกลถึง 6 ฟุตเลยทีเดียว ฉะนั้นคงไม่ต้องพูดถึงห้องน้ำสาธารณะว่าจะเป็นอย่างไร แค่คิดก็เห็นภาพแล้ว…     เริ่มตั้งแต่คุณเดินเข้าห้องน้ำ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือใช้มือจับลูกบิดประตู ตามด้วยคันโยกกดน้ำ จากนั้นก็ออกมากดก๊อกน้ำล้างมือ แค่เพียงเท่านี้เชื้อโรคก็ติดมากับมือของคุณได้แล้ว และเมื่อคุณนำโทรศัพท์มือถือเข้าไปด้วย คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคุณจะถือโทรศัพท์มือเดียวตั้งแต่เข้าห้องน้ำจนออกจากห้องน้ำได้โดยไม่เผลอเปลี่ยนมือ สำหรับเชื้อโรคที่อาจติดไปกับโทรศัพท์มือถือของคุณ เช่น เชื้ออีโคไล, เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินอาหาร, เชื้อไวรัสตับอักเสบเอ และเชื้อโรคอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุของโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องร่วง ดังนั้นเมื่อทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำเสร็จสิ้น ข้อแนะนำที่ดีที่สุดก็คือ ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง เพื่อสุขอนามัยที่ดี และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการนำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในห้องน้ำด้วยจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคได้ 1.เสี่ยงท้องผูก Gregory Thorkelson หัวหน้าทีมจิตแพทย์จาก University…

เตรียมชำแหละแยกชิ้นขาย “หยกยักษ์ 300 ตัน” ที่มีมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านจ๊าด!

  สำนักข่าวโกลบอล นิว ไลท์ ออฟ เมียนมาร์ ที่ระบุว่าหยกขนาดยักษ์หนัก 300 ตัน ซึ่งขุดพบที่เมืองพากัน รัฐกะฉิ่น ทางตอนเหนือของประเทศเมียนมาร์ จะถูกตัดออกเป็นชิ้นและขายในงาน Myanmar’s Gem Emporium ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประทศได้รับคำเชิญให้ประเมินราคาหยกยักษ์ชิ้นนี้ หยกยักษ์ชิ้นนี้ขุดพบเมื่อเดือนตุลาคม 2016 ที่เหมือง Mat Lin Chaung ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินการของกระทรวงทรัพยากรแห่งชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับบริษัทเอกชนชื่อว่า Yandanar Taung Tann Gems Company     รายงานระบุว่า หยกชิ้นนี้เก็บรักษาไว้ในโกดังสินค้าที่กรุงเนปิดอว์ พร้อมการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ปัจจุบันมูลค่าพุ่งสูงไปมากกว่า 1 หมื่นล้านจ๊าด (ประมาณ 238 ล้านบาท) โดยรัฐบาลได้จัดเก็บภาษีไปกว่า 2 พันล้านจ๊าด (ประมาณ 48 ล้านบาท) ปล.20 บาทไทย = 850 จ๊าด     ส่วนรัฐบาลและบริษัทเอกชนนั้นแบ่งปันผลประโยชน์กันอยู่ที่อัตราส่วน…

ทำความรู้จัก “โอมัวมัว” ดาวเคราะห์น้อยรูปร่างประหลาด ที่เดินทางมาจากระบบสุริยะอื่น

  ดาวเคราะห์น้อยนี้ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2017 โดย Robert Weryk ผ่านทางกล้องโทรทรรศน์ Pan-STARRS ขณะที่ดาวเคราะห์น้อยอยู่ห่างออกไปจากโลก 30,000,000 กม. มีรูปร่างยาวออกคล้ายซิการ์ และอาจจะยาวได้ถึง 400 เมตร มีความเร็วสูงสุดระหว่าง ถึง 87.71 กม./วินาที ชื่อ “Oumuamua ซึ่งมาจากภาษาฮาวายที่แปลว่า ผู้ส่งสารจากแดนไกลที่มาเยือนเป็นคนแรก” จากการติดตามวงโคจร 29 วัน ทำให้พบว่าวัตถุนี้มีค่าความรีของวงโคจร ถึง 1.20 ซึ่งนับเป็นค่าความรีที่มากที่สุดสำหรับวัตถุใดๆ ในระบบสุริยะ ทำมุมเอียง 123° กับระนาบสุริยวิถี ข้อมูลทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าวัตถุนี้อาจจะไม่เคยถูกดึงดูดอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์มาก่อน     และจากการที่ไม่สามารถสังเกตเห็น ก๊าซที่ระเหยได้รอบพื้นผิวของวัตถุนี้ บอกว่าพื้นผิวของวัตถุนี้ปราศจากซึ่งน้ำแข็งโดยสิ้นเชิง ในระบบสุริยะของเรานั้น ดาวเคราะห์น้อยที่ปราศจากน้ำแข็งเป็นองค์ประกอบ จะถือกำเนิดขึ้นใกล้บริเวณดวงอาทิตย์ ณ ระยะห่างที่ไม่เกินจุดเยือกแข็ง เพียงเท่านั้น จากการที่ดาวเคราะห์น้อยนี้มีต้นกำเนิดที่ห่างจากระบบสุริยะออกไป บ่งชี้ว่าดาวเคราะห์น้อยนี้น่าจะถือกำเนิดขึ้นภายใน จุดเยือกแข็ง ของระบบดาวฤกษ์ดวงอื่น และถูกดีดออกมาในภายหลังจนเข้ามาสู่ในระบบสุริยะของเรา ที่มา –…

บริษัทสหรัฐฯ เผยผลทดลอง “ถ่ายเลือด” วัยรุ่นให้คนชรา (35-80) ได้ผลดีเกินคาด!

บริษัท Ambrosia สตาร์ตอัพในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลการทดลองในงานประชุมวิชาการด้านวิทยาการและสื่อ “รีโค้ด คอนเฟอเรนซ์” ในนครลอสแองเจลิส เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่าผลการทดลอง ถ่ายเลือด ของวัยรุ่นอายุระหว่าง 16-25 ปี ให้กับอาสาสมัครอายุตั้งแต่ 35 – 80 ปี ขึ้นไป ในปริมาณ 2 ลิตร ภายใต้การควบคุมปริมาณให้เหมาะสมเพื่อให้หมดภายใน 4 ชั่วโมง     จากการทดลองซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวในทางที่ดีขึ้นของสัญญาณหลายๆ ด้าน เช่น ระดับของ “ซีอีเอ” ซึ่งเป็นชนิดของโปรตีนที่พบว่ามีปริมาณสูงขึ้นในตัวผู้ป่วยเป็นมะเร็งบางชนิด กลับลดลงโดยเฉลี่ย 21 เปอร์เซ็นต์ หรือระดับของแอมีลอยด์ ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำให้เกิดการก่อตัวของแผ่นคราบในสมองซึ่งเชื่อกันว่าเชื่อมโยงกับการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ก็ลดลงโดยเฉลี่ย 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคอเลสเตอรอลในเลือดก็ลดลงโดยเฉลี่ย 10 เปอร์เซ็นต์   โดยผลลัพธ์ที่คาดหวังในอนาคตคือ การที่คนสูงวัยมีมวลกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น อวัยวะภายในที่เคยเสียหายสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น เพราะเมื่อปีที่แล้วมีการทดลองแนวนี้กับ หนูทดลองอายุ 12 เดือน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือ…

แพทย์ยืนยัน “ท่าหัวปักพื้น” อันตรายมาก ทำตับ-ไตเสื่อม รุนแรงถึงขั้นหัวใจล้มเหลวได้!

  เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 รายการทุบโต๊ะข่าว ทางช่อง Amarin TV รายงานบทสัมภาษณ์ นายแพทย์สิทธา ลิขิตนุกูล แพทย์สังคมสื่อสารเพื่อคุณธรรม ซึ่งเปิดเผยถึงเรื่องของการทำโทษด้วยท่าหัวปักพื้น มีผลทำให้เลือดที่มาเลี้ยงสมองมีแรงกดดันมากขึ้น อาจทำให้หลอดเลือดในสมองฉีกขาด ซึ่งผลข้างเคียงก็คือ ปวดหัว ตาแข็ง-มัว-เบลอ-เห็นภาพซ้อน ชักเกร็งและอ่อนแรง และบริเวณกระดูกคอที่รับน้ำหนักมากผิดปกติจากแรงกด มีผลต่อเส้นประสาทคอที่เชื่อมกับกระบังลม ความดันในสมอง ทำให้เกิดภาวะการหายใจล้มเหลวได้     นายแพทย์สิทธา กล่าวว่า การทำท่าโค้งอยู่ในลักษณะนี้เป็นเวลานาน จะทำให้เลือดไหลเข้าไปเลี้ยงตับ ไต ม้าม หัวใจ ในปริมาณที่น้อย ซึ่งจะทำให้อวัยวะเสื่อมได้ และยิ่งมีการยกขาสลับขึ้น-ลง ยิ่งอันตรายใหญ่ รวมถึงหากตะแกรงที่ศีรษะปักลงไปนั้นไม่สะอาด ก็อาจทำให้มีการติดเชื้อได้อีก และยิ่งผู้กระทำมีน้ำหนักมากหรือมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นไปอีก     ทั้งนี้ จากการให้นักเรียนกวดวิชาเตรียมทหาร อายุ 15 ปี ลองทำท่าหัวปักพื้น พบว่าเจ้าตัวสามารถทำได้เพียง 40 วินาที และหลังจากทำเสร็จก็มีอาการมึน ปวดหัว ปวดตรงบริเวณกลางหัว และเมื่อยขา…

เผยชีวิตที่ปิดตายของ “ยูโตะ โอนิชิ” ชายผู้เป็น “ฮิคิโคโมริ” ขังตัวเองในห้องนานถึง 3 ปี!

  ยูโตะ โอนิชิ มีอาการที่เรียกว่า ฮิคิโคโมริ หนุ่มญี่ปุ่นวัย 18 ปี คนนี้ ตัดสินใจตัดขาดจากสังคม โดยขังตัวเองอยู่ในห้องนอนและไม่ติดต่อใครเลยถึง 3 ปี! โดย Flagfrog เคยเขียนนำเสนอเกี่ยวกับโรคนี้ไปแต่ก็ผ่านมานานแล้ว งั้นเราขออธิบายถึงอาการนี้อย่างคร่าวๆอีกครั้งละกันครับ “ฮิคิโคโมริ (Hikikomori)” หรือที่เรียกย่อๆว่า “ฮิคกี้” เป็น Phenomenon ไม่ใช่ โรค อย่างที่หลายคนเข้าใจ โดยเป็นคำอธิบายถึงพฤติกรรมของเด็กที่แยกตัวออกมาจากสังคม พยายามพบเจอผู้คนให้น้อยที่สุด มักจะเก็บตัวในห้องส่วนตัว หรือในบ้านเป็นระยะเวลานาน ๆ โดยไม่ยอมไปโรงเรียน ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็อาจจะอ่านหนังสือการ์ตูน เล่นเกม เล่นอินเทอร์เน็ต ดูทีวี หรืออาจจะนั่งเฉยๆ อยู่ในห้องคนเดียวได้เป็นเดือนๆ หรือเป็นปีๆ จิตแพทย์ญี่ปุ่นมองว่า ฮิคิโคโมริ เกิดขึ้นได้เฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น เนื่องจากญี่ปุ่นมีระบบการศึกษาที่ต้องเคี่ยวเข็ญเด็กอย่างหนัก โดยเฉพาะกับผู้ชายญี่ปุ่นในวัย 15-39 ปี     สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ ยูโตะ เป็น ฮิคิโคโมริ เริ่มขึ้นจากการที่เขามีปัญหาจากที่โรงเรียน จนทำให้เขารู้สึกว่าการอยู่คนเดียว…

การทดลอง…นำ “สมองคน” ไปปลูกถ่ายให้ “หนูทดลอง” เพื่อค้นหาวิธีอัพเกรดความฉลาด

ในงานประชุมวิชาการ “นิวโรไซนซ์ 2017” งานประชุมวิชาการประจำปีของ สมาคมเพื่อประสาทวิทยา แห่งสหรัฐอเมริกา ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีทีมวิจัยอย่างน้อย 20 ทีมที่นำเสนอรายงานความสำเร็จของการปลูกถ่าย “สมองคนขนาดย่อม” ลงไปในสมองของหนูทดลอง เพื่อผลการวิจัยที่แตกต่างกันออกไปตามความต้องการของแต่ละทีม     สมองขนาดเล็กดังกล่าวมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ซีรีบรัล ออร์แกนอยด์” หรือเรียกง่ายๆก็คือ “สมองบนจานทดลอง” โดยวิธีที่พวกเขาใช้ก็คือ นำสมองขนาดเล็กดังกล่าวมาปลูกถ่ายให้กับหนูทดลองโดยใช้ยากดภูมิต้านทาน เพื่อให้ทำหน้าที่ปล่อยเลือดไปหล่อเลี้ยงให้มีชีวิต และทำหน้าที่ของสมองส่วนดังกล่าวได้ด้วยตัวเอง ซึ่งแต่ละทีมนั้นก็มีวัตถุประสงค์แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น ทีมวิจัยจากสถาบันซอลค์ ใช้การปลูกถ่ายเพื่อแสดงถึงวิธีการก่อกำเนิดหลอดเลือด ในสมองของมนุษย์ ทีมวิจัยจากศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยเนบราสกา ซึ่งใช้วิธีการทำนองคล้ายคลึงกันนี้เพื่อตรวจหาการรักษาอาการดาวน์ ซินโดรม ทีมวิจัยจากสำนักการแพทย์เพเรลแมนซึ่งใช้วิธีปลูกถ่ายสมองคนลงในสมองหนู เพื่อพัฒนาเซลล์ที่จะนำมาใช้ในกระบวนการบำบัดเนื้อเยื่อสมองที่เสียหายเพื่อฟื้นฟูการทำหน้าที่ของเซลล์ประสาทในส่วนที่เสียหายดังกล่าว   แต่ทุกๆทีมกลับเจอปัญหาเดียวกันนั่นคือ การถูกต่อต้านอย่างหนักจากนักจริยธรรม ซึ่งพวกเขายอมรับว่าพวกเขารู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก ที่ต้องถูกตราหน้าว่าเป็นพวกทารุนสัตว์ เพราะที่พวกเขาทำไปก็เพื่อค้นหาวิธีใหม่ๆเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์เท่านั้น     แต่สิ่งที่น่าสนใจจริงๆสำหรับเรื่องนี้ก็คือ แล้วการปลูกถ่ายสมองของมนุษย์เข้าไปในหนูทดลอง มันจะช่วยเพิ่มความฉลาดให้ได้ยังไงหล่ะ คำตอบคือ หลังจากที่ได้ทำการปลูกถ่ายสมอง…

9 ความ Darkside ของกัญชา ที่มีแต่คนนำเสนอแต่ข้อดี จนเราเบื่อแล้วโว้ย!

มาดูข้อเสียของ “กัญชา” กันบ้าง ได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนมาจาก ข่าวที่พริตตี้กินบราวนี่กัญชาแล้วเกือบเสียชีวิต     กัญชา เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ที่คนนำมาใช้เสพโดยการสูบหรือผสมลงในอาหารรับประทาน ส่วนที่ใช้เสพ ได้แก่ กิ่ง ต้น ยอด ใบ ฤทธิ์ของมันจะทำให้ผู้เสพเกิดอาการเลื่อนลอย ความคิดสับสน ประสาทหลอนจนควบคุมตนเองไม่ได้ ผู้เสพจึงมีอาการถูกกระตุ้นให้ช่างพูด หัวเราะง่าย มีอาการคล้ายเมาเหล้าอย่างอ่อนๆ อุณหภูมิในร่างกายลดลง ทำให้มีความอยากอาหารมากขึ้น เพื่อเผาผลาญให้พลังงานแก่ร่างกาย จึงทำให้รู้สึกว่าเจริญอาหาร การมีผู้เอากัญชาผสมใส่อาหาร ถ้าใส่จำนวนมากๆ และกินอยู่บ่อยๆ ก็จะทำให้ติดกัญชาได้เหมือนกัน ผู้เสพติดกัญชามักจะมีอาการจิตเสื่อมและกลายเป็นโรคจิต ระบบการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย หากใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ผู้เสพเกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ร่างกายจะอ่อนแอ และติดโรคง่าย และจากการศึกษาวิจัยยังพบว่า กัญชามีสารเคมีมากกว่า 60 ชนิด ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้     หลายคนอาจคิดว่ากัญชาไม่มีโทษพิษภัยอะไรมากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้วกัญชาเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่งที่มีอันตรายร้ายแรงเกินกว่าที่คิด เพราะการเสพกัญชามากๆ และเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะเด็กในวัยหนุ่มสาว ฤทธิ์ของกัญชาจะทำให้สมองและความจำเสื่อม ความคิดอ่านช้าและสับสน การใช้กัญชาสม่ำเสมอ แม้จะในปริมาณไม่มากก็สามารถเสพติดทางจิตใจหรือเกิดอาการดื้อยา คือ ต้องใช้ปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากฤทธิ์ของกัญชาได้เข้าไปควบคุมศูนย์กลางความคิด…

นักวิจัยเผย สามารถใช้เกม MOBA เป็นเครื่องมือวัดระดับความฉลาดได้! (เหมือนการวัด IQ)

นักวิจัยจาก Digital Creativity Labs ของมหาวิทยาลัย York ได้ค้นพบถึงความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการเล่นเกมกับระดับความฉลาดในกลุ่มผู้เล่นเกม MOBA และสามารถใช้เกมประเภทนี้เป็นเครื่องมือวัดระดับความฉลาดแบบเดียวกับการทดสอบ IQ ได้     โดยทางทีมได้ทำการวิเคราะห์ ข้อมูลจากเกม MOBA 2 เกม คือ League of Legends และ Defence of the Ancients 2 หรือ Dota 2 ซึ่งพวกเขาค้นพบว่า จากกลุ่มผู้เล่นขนาดใหญ่ที่ได้ทำการศึกษานั้น ในเกม MOBA ระดับการเล่นของผู้เล่นและระดับ IQ นั้นมีความสัมพันธ์กัน เมื่อผู้เล่นมีอายุมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ยิ่งผู้เล่นคนนั้นเล่นบ่อย และใช้เวลาอยู่กับเกมมากเท่าไหร่ สกิลในการเล่นยิ่งเก่งขึ้น     เพราะ ความสัมพันธ์ดังกล่าวที่ค้นพบในกลุ่มผู้เล่นเกม MOBA นั้นคล้ายคลึงกับสิ่งที่พบในผู้เล่นเกมวางแผนแบบดั้งเดิมอย่างเช่นหมากรุก รวมถึง จากความซับซ้อนและการต้องใช้ความปฏิสัมพันธ์และไหวพริบในการเล่นร่วมกับผู้อื่นของเกมประเภท MOBA งานวิจัยนี้จึงสามารถเป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่าความสามารถในการเล่นเกมนี้ใช้เป็นเครื่องมือวัดระดับความฉลาดได้     และผลวิจัยอีกชิ้นคือ…

นอกจากเอาไว้ร้องไห้ เวลาโดนเทแล้ว “น้ำตา” มีไว้เพื่ออะไรกันนะ?

ในเวลาปกติดวงตาของเราจะมีน้ำตาหล่อเลี้ยงตลอดเวลาอยู่แล้ว โดยดวงตาของคนปกติจะผลิตน้ำตาออกมาราว 5-10 ออนซ์ต่อวัน ไม่ว่าวันนั้นคุณจะร้องไห้อย่างหนักหน่วงหรือไม่ได้ร้องไห้เลยก็ตาม นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าบางครั้งคุณรู้สึกอยากร้องไห้อีก แต่ก็ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแล้วนั่นเอง     ซึ่งน้ำตานั้นไม่ใช่น้ำเปล่าแต่อย่างใด เพราะมันเป็นสารคัดหลั่งชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะคล้ายฟิล์ม หรือที่เรียกว่า “แผ่นน้ำตา” หรือ “ฟิล์มน้ำตา” ในน้ำตาประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด เช่น ไขมัน เกลือแร่ โปรตีน รวมไปถึงสารภูมิคุ้มกันต้านทานโรค และเอนไซม์ต่างๆ ที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคที่จะทำอันตรายแก่ดวงตา ดูจากส่วนประกอบทางด้านเคมี น้ำตาก็จะคล้ายคลึงกับน้ำลายเป็นอย่างมาก ฮ่าๆๆ น้ำตาที่ไหลออกมาจากตานั้น ถูกแบ่งออกเป็น 3 ชนิดด้วยกัน 1.น้ำตาหล่อลื่น (Basal Tears) ทำให้ดวงตาชุ่มชื่น ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น 2.น้ำตากำจัดสิ่งระคายเคือง (Reflex Tears) ฝุ่นละอองหรือควันปลิวเข้าตา ถูกลมเป่า ถูกจิ้มตา รวมไปถึงการจามและการหาว ก็ทำให้น้ำไหลออกมาได้ เช่นเดียวกับการหั่นหัวหอมที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ดวงตาก็จะหลั่งน้ำตาออกมาเพื่อบรรเทาอาการและชะล้างสิ่งสกปรกออกจากดวงตา 3.น้ำตาจากอารมณ์ (Emotional Tears) จากงานวิจัยพบว่า น้ำตาที่มาจากความทุกข์นั้นประกอบด้วยสารเคมีในสมองที่ทำให้รู้สึกตึงเครียดมากที่สุด ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงรู้สึกดีขึ้นหลังจากร้องไห้ เพราะร่างกายได้ขับความตึงเครียดออกมากับน้ำตาแล้วนั่นเอง    …