การทดลอง…นำ “สมองคน” ไปปลูกถ่ายให้ “หนูทดลอง” เพื่อค้นหาวิธีอัพเกรดความฉลาด

ในงานประชุมวิชาการ “นิวโรไซนซ์ 2017” งานประชุมวิชาการประจำปีของ สมาคมเพื่อประสาทวิทยา แห่งสหรัฐอเมริกา ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีทีมวิจัยอย่างน้อย 20 ทีมที่นำเสนอรายงานความสำเร็จของการปลูกถ่าย “สมองคนขนาดย่อม” ลงไปในสมองของหนูทดลอง เพื่อผลการวิจัยที่แตกต่างกันออกไปตามความต้องการของแต่ละทีม     สมองขนาดเล็กดังกล่าวมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ซีรีบรัล ออร์แกนอยด์” หรือเรียกง่ายๆก็คือ “สมองบนจานทดลอง” โดยวิธีที่พวกเขาใช้ก็คือ นำสมองขนาดเล็กดังกล่าวมาปลูกถ่ายให้กับหนูทดลองโดยใช้ยากดภูมิต้านทาน เพื่อให้ทำหน้าที่ปล่อยเลือดไปหล่อเลี้ยงให้มีชีวิต และทำหน้าที่ของสมองส่วนดังกล่าวได้ด้วยตัวเอง ซึ่งแต่ละทีมนั้นก็มีวัตถุประสงค์แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น ทีมวิจัยจากสถาบันซอลค์ ใช้การปลูกถ่ายเพื่อแสดงถึงวิธีการก่อกำเนิดหลอดเลือด ในสมองของมนุษย์ ทีมวิจัยจากศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยเนบราสกา ซึ่งใช้วิธีการทำนองคล้ายคลึงกันนี้เพื่อตรวจหาการรักษาอาการดาวน์ ซินโดรม ทีมวิจัยจากสำนักการแพทย์เพเรลแมนซึ่งใช้วิธีปลูกถ่ายสมองคนลงในสมองหนู เพื่อพัฒนาเซลล์ที่จะนำมาใช้ในกระบวนการบำบัดเนื้อเยื่อสมองที่เสียหายเพื่อฟื้นฟูการทำหน้าที่ของเซลล์ประสาทในส่วนที่เสียหายดังกล่าว   แต่ทุกๆทีมกลับเจอปัญหาเดียวกันนั่นคือ การถูกต่อต้านอย่างหนักจากนักจริยธรรม ซึ่งพวกเขายอมรับว่าพวกเขารู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก ที่ต้องถูกตราหน้าว่าเป็นพวกทารุนสัตว์ เพราะที่พวกเขาทำไปก็เพื่อค้นหาวิธีใหม่ๆเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์เท่านั้น     แต่สิ่งที่น่าสนใจจริงๆสำหรับเรื่องนี้ก็คือ แล้วการปลูกถ่ายสมองของมนุษย์เข้าไปในหนูทดลอง มันจะช่วยเพิ่มความฉลาดให้ได้ยังไงหล่ะ คำตอบคือ หลังจากที่ได้ทำการปลูกถ่ายสมอง…

9 ความ Darkside ของกัญชา ที่มีแต่คนนำเสนอแต่ข้อดี จนเราเบื่อแล้วโว้ย!

มาดูข้อเสียของ “กัญชา” กันบ้าง ได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนมาจาก ข่าวที่พริตตี้กินบราวนี่กัญชาแล้วเกือบเสียชีวิต     กัญชา เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ที่คนนำมาใช้เสพโดยการสูบหรือผสมลงในอาหารรับประทาน ส่วนที่ใช้เสพ ได้แก่ กิ่ง ต้น ยอด ใบ ฤทธิ์ของมันจะทำให้ผู้เสพเกิดอาการเลื่อนลอย ความคิดสับสน ประสาทหลอนจนควบคุมตนเองไม่ได้ ผู้เสพจึงมีอาการถูกกระตุ้นให้ช่างพูด หัวเราะง่าย มีอาการคล้ายเมาเหล้าอย่างอ่อนๆ อุณหภูมิในร่างกายลดลง ทำให้มีความอยากอาหารมากขึ้น เพื่อเผาผลาญให้พลังงานแก่ร่างกาย จึงทำให้รู้สึกว่าเจริญอาหาร การมีผู้เอากัญชาผสมใส่อาหาร ถ้าใส่จำนวนมากๆ และกินอยู่บ่อยๆ ก็จะทำให้ติดกัญชาได้เหมือนกัน ผู้เสพติดกัญชามักจะมีอาการจิตเสื่อมและกลายเป็นโรคจิต ระบบการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย หากใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ผู้เสพเกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ร่างกายจะอ่อนแอ และติดโรคง่าย และจากการศึกษาวิจัยยังพบว่า กัญชามีสารเคมีมากกว่า 60 ชนิด ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้     หลายคนอาจคิดว่ากัญชาไม่มีโทษพิษภัยอะไรมากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้วกัญชาเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่งที่มีอันตรายร้ายแรงเกินกว่าที่คิด เพราะการเสพกัญชามากๆ และเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะเด็กในวัยหนุ่มสาว ฤทธิ์ของกัญชาจะทำให้สมองและความจำเสื่อม ความคิดอ่านช้าและสับสน การใช้กัญชาสม่ำเสมอ แม้จะในปริมาณไม่มากก็สามารถเสพติดทางจิตใจหรือเกิดอาการดื้อยา คือ ต้องใช้ปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากฤทธิ์ของกัญชาได้เข้าไปควบคุมศูนย์กลางความคิด…

นักวิจัยเผย สามารถใช้เกม MOBA เป็นเครื่องมือวัดระดับความฉลาดได้! (เหมือนการวัด IQ)

นักวิจัยจาก Digital Creativity Labs ของมหาวิทยาลัย York ได้ค้นพบถึงความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการเล่นเกมกับระดับความฉลาดในกลุ่มผู้เล่นเกม MOBA และสามารถใช้เกมประเภทนี้เป็นเครื่องมือวัดระดับความฉลาดแบบเดียวกับการทดสอบ IQ ได้     โดยทางทีมได้ทำการวิเคราะห์ ข้อมูลจากเกม MOBA 2 เกม คือ League of Legends และ Defence of the Ancients 2 หรือ Dota 2 ซึ่งพวกเขาค้นพบว่า จากกลุ่มผู้เล่นขนาดใหญ่ที่ได้ทำการศึกษานั้น ในเกม MOBA ระดับการเล่นของผู้เล่นและระดับ IQ นั้นมีความสัมพันธ์กัน เมื่อผู้เล่นมีอายุมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ยิ่งผู้เล่นคนนั้นเล่นบ่อย และใช้เวลาอยู่กับเกมมากเท่าไหร่ สกิลในการเล่นยิ่งเก่งขึ้น     เพราะ ความสัมพันธ์ดังกล่าวที่ค้นพบในกลุ่มผู้เล่นเกม MOBA นั้นคล้ายคลึงกับสิ่งที่พบในผู้เล่นเกมวางแผนแบบดั้งเดิมอย่างเช่นหมากรุก รวมถึง จากความซับซ้อนและการต้องใช้ความปฏิสัมพันธ์และไหวพริบในการเล่นร่วมกับผู้อื่นของเกมประเภท MOBA งานวิจัยนี้จึงสามารถเป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่าความสามารถในการเล่นเกมนี้ใช้เป็นเครื่องมือวัดระดับความฉลาดได้     และผลวิจัยอีกชิ้นคือ…

นอกจากเอาไว้ร้องไห้ เวลาโดนเทแล้ว “น้ำตา” มีไว้เพื่ออะไรกันนะ?

ในเวลาปกติดวงตาของเราจะมีน้ำตาหล่อเลี้ยงตลอดเวลาอยู่แล้ว โดยดวงตาของคนปกติจะผลิตน้ำตาออกมาราว 5-10 ออนซ์ต่อวัน ไม่ว่าวันนั้นคุณจะร้องไห้อย่างหนักหน่วงหรือไม่ได้ร้องไห้เลยก็ตาม นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าบางครั้งคุณรู้สึกอยากร้องไห้อีก แต่ก็ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแล้วนั่นเอง     ซึ่งน้ำตานั้นไม่ใช่น้ำเปล่าแต่อย่างใด เพราะมันเป็นสารคัดหลั่งชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะคล้ายฟิล์ม หรือที่เรียกว่า “แผ่นน้ำตา” หรือ “ฟิล์มน้ำตา” ในน้ำตาประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด เช่น ไขมัน เกลือแร่ โปรตีน รวมไปถึงสารภูมิคุ้มกันต้านทานโรค และเอนไซม์ต่างๆ ที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคที่จะทำอันตรายแก่ดวงตา ดูจากส่วนประกอบทางด้านเคมี น้ำตาก็จะคล้ายคลึงกับน้ำลายเป็นอย่างมาก ฮ่าๆๆ น้ำตาที่ไหลออกมาจากตานั้น ถูกแบ่งออกเป็น 3 ชนิดด้วยกัน 1.น้ำตาหล่อลื่น (Basal Tears) ทำให้ดวงตาชุ่มชื่น ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น 2.น้ำตากำจัดสิ่งระคายเคือง (Reflex Tears) ฝุ่นละอองหรือควันปลิวเข้าตา ถูกลมเป่า ถูกจิ้มตา รวมไปถึงการจามและการหาว ก็ทำให้น้ำไหลออกมาได้ เช่นเดียวกับการหั่นหัวหอมที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ดวงตาก็จะหลั่งน้ำตาออกมาเพื่อบรรเทาอาการและชะล้างสิ่งสกปรกออกจากดวงตา 3.น้ำตาจากอารมณ์ (Emotional Tears) จากงานวิจัยพบว่า น้ำตาที่มาจากความทุกข์นั้นประกอบด้วยสารเคมีในสมองที่ทำให้รู้สึกตึงเครียดมากที่สุด ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงรู้สึกดีขึ้นหลังจากร้องไห้ เพราะร่างกายได้ขับความตึงเครียดออกมากับน้ำตาแล้วนั่นเอง    …

พบ “ดาวผีดิบ” ที่แม้จะหมดอายุขัยไปแล้ว แต่ไม่ยอมตาย ยังคงระเบิดพลีชีพครั้งแล้วครั้งเล่า!

  วัตถุชื่อ iPTF14hls หรือ Zombie Star (ดาวฤกษ์ผีดิบ) มองเห็นได้ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ จัดเป็นซูเปอร์โนวาที่แปลกประหลาดในช่วงเวลา 3 ปี มันปะทุหลายครั้ง นับแต่ปี 1954 เป็นต้นมา มันระเบิดทำลายตัวเองมาแล้วประมาณ 2-5 ครั้ง ระเบิดพลีชีพครั้งแล้วครั้งเล่า หมดอายุขัยแล้วไม่ยอมตาย ฟื้นชีวิตหลายรอบในช่วงเวลา 60 ปี “ซูเปอร์โนวาดวงนี้หักล้างทุกอย่างที่เราคิดว่าเรารู้ ถือเป็นปริศนาข้อใหญ่สุดที่เคยเจอนับแต่ศึกษาการระเบิดในจักรวาลมานานหนึ่งทศวรรษ” แอร์ อาร์คาวี นักศึกษาหลังปริญญาเอกที่หอสังเกตการณ์ลาคัมเบอร์ นักวิจัยร่วม บอกในรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร nature     ตามทฤษฎีทางดาราศาสตร์ในปัจจุบัน เมื่อดาวฤกษ์ที่มีมวลมากหมดอายุขัย มันจะระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา หรือมหานวดารา ปิดฉากชีวิตในการระเบิดแค่ครั้งเดียว สำหรับดาวฤกษ์ซอมบีดวงนี้ นอกจากระเบิดมาแล้วหลายหน แต่ละครั้งยังปลดปล่อยพลังงานกินเวลานานกว่าซูเปอร์โนวาทั่วไปถึง 6 เท่าเลยทีเดียว วัตถุสว่างที่ว่านี้ พบเมื่อปี 2014 ต่อมาในปี 2015 นักดาราศาสตร์ระบุว่า มันคือมหานวดารา ตอนแรกวงวิชาการไม่เห็นว่ามันมีอะไรน่าสนใจ แต่ก็ต้องเปลี่ยนความคิดเพราะโดยทั่วไป เมื่อดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ปลิดชีพตนเองเมื่อหมดอายุขัย มวลที่ยุบถล่มลงสู่ใจกลางจะจุดระเบิด ส่งมวลสารพุ่งกระจายรอบทิศทางด้วยความเร็วสูง มวลสารที่ขยายตัวปลดปล่อยพลังงานมหาศาล ทำให้มันสว่างเจิดจ้าอยู่นานประมาณ…

ผู้เชี่ยวชาญชี้ ข้อความแชทที่ขึ้น “อ่านแล้ว” แต่ไม่ตอบกลับ ส่งผลต่อสภาพจิตใจอย่างมาก!

 

Tony D. Sampson ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย East London ตีพิมพ์ผลงานเกี่ยวกับวัฒนธรรมสื่อดิจิทัลและการสื่อสาร ระบุว่า แอพแชทต่างๆมีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมของผู้ใช้ ผลทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นเมื่อข้อความขึ้นว่า อ่านแล้ว(read) แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ สร้างผลกระทบต่อจิตใจอย่างคาดไม่ถึง จะส่งผลให้เกิด ความกังวล ความรู้สึกผิด และตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองพิมพ์ออกไปว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่

แต่ทั้งนี้รายงานยังระบุอีกว่า ความเร็วในการตอบนั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นใครกับคู่สนทนา เพราะ คู่สนทนาของคุณจะตอบเร็วมากขึ้นหากคุณเป็น ครอบครัว หรือ คนรัก

 

 

โดยเรื่อง อ่านแล้วไม่ตอบ นี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลยนะครับ เพราะเคยทำให้คู่รักต้องเลิกกันไปหลายต่อหลายคู่แล้ว อย่างเช่นเรื่องนี้ “หญิงไต้หวันชนะคดีฟ้องหย่า เพราะ สามีอ่านไลน์แล้วไม่ตอบ!” เห็นมั้ยหล่ะครับว่า การที่คุณอ่านแล้วไม่ตอบ โอเคคุณอาจจะสบายใจ แต่คุณลองเอาใจเค้ามาใส่ใจคุณดูสิ ว่าถ้าคุณเป็นฝ่ายโดนบ้างจะกระวนกระวาย จะทุกข์ใจแค่ไหน แล้วนี่ผมจะดึงดราม่าทำไมเนี่ย ฮ่าๆๆ

อ้างอิง –  blognoneemotionuxlab

องค์การอุตุโลกเผยระดับ “ก๊าซเรือนกระจก” จากทั่วโลก สูงสุดในรอบ 8 แสนปี!

  องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ได้เปิดเผยต่อที่ประชุม UN ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งสัญญาณไปยังนานาประเทศว่าเวลาในการจัดการกับปัญหาโลกร้อนนั้น ใกล้หมดลงเต็มที จากการติดตามความเปลี่ยนแปลงของระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอด 8 แสนปีที่ผ่านมา พบว่า เมื่อปีที่แล้วมีระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศทำสถิติสูงสุด มากกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมราว 145%     ​Petteri Taalas เลขาธิการ WMO ได้กล่าวว่า เราได้เห็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 3 เท่าตัว นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ ในรายงานฉบับนี้ ยังได้ย้ำว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มอุณหภูมิให้กับโลกมากถึง 60% และต้นตอสำคัญของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็มาจากฝีมือมนุษย์     ข้อมูลจากในรายงานยังบอกอีกว่า ในปัจจุบัน ในรายงานฉบับนี้ ยังได้ย้ำว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มอุณหภูมิให้กับโลกมากถึง 60% และต้นตอสำคัญของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็มาจากฝีมือมนุษย์     และนี่คือคำเตือนจาก องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หากไม่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นถึงระดับอันตรายในอีกราว 80 ปีข้างหน้า ซึ่งมากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวงจรของสภาพอากาศโลก ที่อาจนำไปสู่ภัยพิบัติเลวร้ายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และตอนนี้สุขภาพร่างกายของมนุษย์ กำลังรับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนโดยไม่รู้ตัว ที่มา…

งานวิจัยเผย เนื้อสเต็กแบบ”Well-done”ไม่ได้ปลอดภัยที่สุด เพราะมันมีสารที่ทำลายสมองอยู่

ระดับความสุกของเนื้อสเต็ก ตั้งแต่ดิบ ไปจนถึง สุกจนเกรียม ต่างก็มีชื่อเรียกเป็นของตัวเอง โดยคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า เนื้อยิ่งสุก ก็จะยิ่งดี จะได้กินได้อย่างปลอดภัย คนที่รักสุขภาพก็เลยชอบสั่งแต่แบบ เวลล์ดัน (Well-done) หรือเนื้อสุกนั่นเอง ซึ่งเนื้อแบบนี้ ต้องแลกมาด้วยความฉ่ำและความนุ่มของเนื้อที่ลดลง ความอร่อยก็จะลดลงด้วย เพื่อความสบายใจแล้ว จึงไม่รู้เลยว่าเนื้อแบบ Well-done นี้หละ ที่มีสารพิษปนอยู่!     # เนื้อสเต็ก ค่อนข้างจะปลอดภัยจากพยาธิ ต่างจากเนื้อหมูที่ต้องทำให้สุกเท่านั้น จากงานวิจัยมากมาย การทานสเต็กแบบ Well-Done มีอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกับ สมอง เพราะเนื้อแบบ Well-done มันคือการทำให้อาหารสุกเกินไปผ่านการย่าง ซึ่งนั่นทำให้เกิดสารที่เรียกว่า “Glycotoxin” โดยจากการวิจัยของ the Icahn School of Medicine at Mount Sinai ในสหรัฐฯ นั้น การทานสาร glycotoxins เข้าไปมากๆ มันเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการป่วยในระยะยาว.. ซึ่งหนึ่งในโรคที่มีโอกาสเป็นสูงคือ โรคความจำเสื่อม หรือ อัลไซเมอร์  …

งานวิจัยเผย ความรู้สึกเชิงลบ ปัญหาต่างๆ ทำให้ความคิดสร้างสรรค์พุ่งกระฉูด! กว่าความสุข

มีงานวิจัยหลายชิ้นกล่าวไว้ว่า ความคิดสร้างสรรค์จะเปล่งประกายได้ก็ต่อเมื่อมีความรู้สึกเชิงลบ เช่น ความกดดัน ปัญหาต่างๆ และความยากลำบาก ซึ่งหากจะพูดให้เห็นภาพ อยากให้เพื่อนๆ ลองคิดดูครับว่า จริงๆความสุข ความสะดวกสบาย ไร้ซึ่งความกังวล ความกดดัน เมื่อรวมกับสภาพความเป็นอยู่ที่ดี มันสามารถทำให้ขาดความคิดสร้างสรรค์ และไม่คิดหาทางแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการที่ต่างไปจากเดิมได้จริงๆ เนื่องจากความคิดที่ว่า ของเดิมนั้นดีอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องคิด แก้ไข หรือพัฒนาอะไร

 

 

ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยไรซ์ Jenifer George และ Jing Zhou ก็มีความเห็นไม่ต่างกันว่า อุปสรรคอาจไม่ได้ทำให้เรามีความสุข แต่มันกลับช่วยให้งานสร้างสรรค์ออกมาดี ซึ่งจากงานศึกษาของทั้งสองที่ได้ทำการสำรวจลูกจ้างในองค์กร โดยหัวหน้างานเป็นผู้ประเมินความคิดสร้างสรรค์ของลูกน้อง พบว่า

หากมีหัวหน้างานที่ดี กลุ่มลูกจ้างที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงสุดต่างมีความรู้สึกที่มีทั้งบวกและเชิงลบอย่างรุนแรง ขณะที่ลูกจ้างที่มีความสุขมากกว่าจนไม่มีความคิดเชิงลบใดๆเลย กลับมีความคิดสร้างสรรค์ที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนลูกจ้างที่มีหัวหน้างานไม่ดี คือกลุ่มที่มีความคิดสร้างสรรค์ต่ำที่สุด ทำให้เห็นว่าหัวหน้างานเองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ลูกน้องเกิดความคิดดีๆ หรือทำงานที่ดีออกมาด้วย

 

 

จากการวิจัยนี้ทำให้เห็นว่า ความตึงเครียดและความรู้สึกเชิงลบที่เกิดขึ้นจากงาน เป็นสิ่งจำเป็น เพราะมันจะช่วยผลักดันให้คนที่มีความมุ่งมั่นจนสามารถสร้างสรรค์งานได้ดีขึ้น เพื่อจะได้แก้ปัญหา และพัฒนาสิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่มีความสุขไห้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีควบคู่ไปด้วยนั่นเอง