ความเหงา ทำร้ายเรา มากกว่าที่คิด…

ความเหงา เป็นอีกหนึ่งความรู้สึกที่ทุกคนต่างต้องประสบพบเจอกันในชีวิตของตัวเอง ซึ่งแต่ละคนนั้นก็จะมีความมากและน้อยแตกต่างกันไป รวมถึงระยะเวลาที่มันอยู่กับแต่ละคนก็จะต่างกันไปด้วย แต่ว่าความรู้สึกเหงานั้นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาลอยๆ เพราะงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโก ที่ศึกษากันมาตั้งแต่ปี 2006 จะมาช่วยอธิบายให้เพื่อนๆ ได้เข้าใจว่า แท้จริงแล้ว ความเหงาของเรานั้นเกิดขึ้นจากอะไร?     งานวิจัยของ Stephanie Cacioppo และ Hsi Yuan Chen นักประสาทวิทยาที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Personality and Social Psychology Bulletin โดยทีมวิจัยได้ใช้เวลานานกว่า 11 ปี ในการเก็บข้อมูลระดับความรู้สึกเหงา จำนวน 230 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 50 – 68 ปี จากการเก็บข้อมูลเป็นประจำทุกปี ทีมวิจัยพบว่า คนที่มีอาการของความเหงาเพิ่มขึ้นจะมีนิสัยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมากขึ้นตามไปด้วย และคนที่มีนิสัยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว ก็มีระดับความเหงาที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนกว่าคนทั่วไปอีกด้วย พอจะชี้ให้เห็นได้ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อระดับความเหงาโดยตรง ก็คือลักษณะนิสัยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง(Self-Centered) นั่นเอง (ความเหงาทำร้ายสุขภาพ พอๆกับการสูบบุหรี่ 15 มวน ต่อวัน)    …

มารู้จักกับ “Black Rain Frog (เจ้ากบหน้าหงุดหงิด)” สิ่งมีชีวิตที่มีนิสัย ตรงข้ามกับหน้าตา

Black Rain Frog มีชื่อไทยว่า กบฝนดำแห่งแอฟริกา อยู่ในวงศ์ Brevicipitidae family ไม่พบในประเทศไทย เป็นกบที่พบเฉพาะในแอฟริกาใต้เท่านั้น และพื้นที่ป่าในเขตร้อน มันมีกลิ่นตัวที่ค่อนข้างเหม็น เจ้ากบชนิดนี้มักจะขุดหลุมเพื่ออยู่อาศัย ลึกประมาณ 15 ซม. เพื่ออยู่อาศัย (มีผมคนเดียวรึเปล่าที่รู้สึกว่ากบชนิดนี้เหมือนอโวคาโดมาก ฮ่าๆๆ)     บนหลังของกบชนิดนี้ (เฉพาะตัวเมียเท่านั้น) จะมีสาที่มีความเหนียวหนึบออกมาจากหลังของมัน นั่นก็เพื่อทำให้ตัวผู้ไม่ลื่นไถลลงมาในขณะที่พวกมันกำลังปั่มปั๊มกันอยู่นั่นเอง เพราะตัวของพวกมันลื่นมากๆ     เจ้ากบชนิดนี้มีกลไกการป้องกันตัวที่น่ารักสุดๆ เมื่อไหร่ที่พวกมันรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคาม พวกมันจะพองตัวเพื่อทำให้พวกมันดูตัวใหญ่น่าเกรงขาม นั่นอาจจะน่ากลัวในสายตาสัตว์ แต่สำหรับมนุษย์ยิ่งมันทำแบบนี้ก็ยิ่งทำให้มันน่ารักตุ้ยนุ้ยมากขึ้นไปอีก ฮ่าๆๆ และบางครั้งพวกมันจะทำแบบนี้ตอนอยู่ในหลุม ทำให้สัตว์ที่จะมาจับมัน ไม่สามารถดึงมันออกมาจากหลุมได้นั่นเอง ดั่งคำกล่าวที่ว่า “รู้หน้าไม่รู้ใจ” จริงๆ เพราะถึงแม้ว่าใบหน้าของกบชนิดนี้จะบึ้งตึงคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลา แต่นิสัยจริงๆของมันกลับน่ารักมาก เพราะมันเป็นสัตว์รักเดียวใจเดียว ตัวผู้ชอบเอาใจใส่ตัวเมียด้วยการออกไปหาอาหารและปกป้องครอบครัวของพวกมันเวลามีภัย แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย เพราะกบชนิดนี้ใกล้สูญพันธุ์เต็มที จากปัญหาการบุกรุกป่าของมนุษย์และสภาวะอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว Ma_noshหากคุณอยากเห็นวิถีชีวิตสุดขี้เกียจ ของผู้บริหารที่นอนตีสี่ตื่นเที่ยง ก็สามารถเข้าไปส่องได้เลยที่ iG – Ma_nosh ก่อตั้ง 19…

Bobbit Worm หนอนปีศาจที่มีขนาดตัวยาวกว่า 3 – 5 เมตร นักล่าสุดโหด แห่งก้นทะเล!

  Bobbit worm มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Eunice aphroditois สิ่งมีชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนทรายของก้นทะเล เจ้าหนอนชนิดนี้ถูกจัดให้อยู่ในประเภทของไส้เดือนทะเล ที่สามารถพบได้ในเขตน้ำทะเลอุ่นที่ความลึกประมาณ 150 เมตร อีกทั้งยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีกลยุทธ์ในการจัดการกับเหยื่ออย่างหลากหลาย โดยเขี้ยวของมันสามารถตัดเหยื่อขาดเป็นสองท่อนได้ แถมยังสามารถพ่นพิษใส่เหยื่อให้กลายเป็นอัมพาตได้ทันทีด้วย ซึ่งมันจะอาศัยอยู่ใต้ก้นทะเลที่มีลักษณะเป็นทราย     มันจะฝังลำตัวอยู่ในทรายและจะโผล่แค่หัวขึ้นมาเพียงเท่านั้น เมื่อเสาอากาศของมันตรวจจับบางสิ่งบางอย่างแหวกว่ายเข้าในพื้นที่จู่โจมมันเมื่อไหร่ ทันจะใช้ความเร็วพุ่งงับเหยื่อทันที และลากมันลงไปในทราย อาวุธขากรรไกรอันแหลมคมของมันสามารถตัดร่างเหยื่อขาดเป็นท่อนอย่างง่าย อีกทั้งมันกินได้เกือบทุกอย่างขอให้เป็นเนื้อ โดยมันมีขนาดเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร แต่นักวิทย์คาดการณ์ว่า มันจะสามารถเติบโตและมีขนาดตัวยาวมากถึง 3 – 5 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นขนาดตัวที่ใหญ่มากๆ สำหรับหนอนหรือไส้เดือนทะเล และด้วยเหตุนี้จึงทำให้มันสามารถล่าเหยื่อที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวมันเองได้ถึงสองเท่าเลยทีเดียว   2009 ศูนย์อนุรักษ์สัตว์น้ำ Blue Reef สงสัยว่าปลาตัวเล็กๆ หายไปไหนหมดในตู้โชว์หายไปไหน จนในที่สุดทางเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำการล้างตู้ปลาเพื่อค้นหาสาเหตุ และพวกเขาก็พบกับเจ้าหนอนชนิดนี้ที่กำลังนอนฝังร่างอยู่ใต้ฝืนทรายนั่นเอง ทำให้รู้ว่าเจ้าหนอนชนิดนี้มีสกิลการพรางตัวที่เด็ดจริงๆ Ma_noshหากคุณอยากเห็นวิถีชีวิตสุดขี้เกียจ ของผู้บริหารที่นอนตีสี่ตื่นเที่ยง ก็สามารถเข้าไปส่องได้เลยที่ iG – Ma_nosh ก่อตั้ง 19 ตอนนี้ 23…

มองการณ์ไกล “บัดไวเซอร์” บริษัทเบียร์ชั้นนำ ได้สิทธิเจ้าแรก ผลิตเบียร์บนดาวอังคารได้!

budweiser (บัดไวเซอร์) ผู้ผลิตเบียร์ชั้นนำของสหรัฐฯ ต้องการเป็นบริษัทแรกที่เป็นผู้ผลิตเบียร์บนดาวอังคาร ภายใต้โครงการ “Bud on Mars” ทางบริษัทได้ประกาศ ถึงความความมุ่งมั่นของบริษัท และการดำเนินการโดยขั้นตอนแรกกับจะส่งเมล็ดข้าวบาร์เลย์ไปยังสถานี อวกาศนานาชาติ ISS ในเดือน ธ.ค.ที่จะถึงนี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับส่วนผสมเบียร์จะทำปฏิกิริยาในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำหนักเบา หลายคนอาจจะตลกกับแนวคิดล้ำโลกนี้ แต่เชื่อเถอะครับว่าพวกเขามองการณ์ไกลมากจริงๆ     โดยบัดไวเซอร์ได้ร่วมมือกับศูนย์ก้าวหน้าวิทยาศาสตร์ในอวกาศของ ISS และ Space Tango ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาระบบการจัดส่งสินค้าที่ดำเนินการโดยศูนย์การวิจัยเชิงพาณิชย์ 2 แห่งภายในห้องปฏิบัติการแห่งชาติของสหรัฐฯ ทางบัดไวเซอร์จะจัดส่งข้าวบาร์เลย์ 2 ชุดไปผ่านคาร์โก้ของ SpaceX โดยเมล็ดข้าวบาร์เลย์นี้จะอยู่ในวงโคจรเป็นเวลา 1 เดือนก่อนที่จะเดินทางกลับมายังโลกเพื่อทำการวิเคราะห์ การทดลองจะมุ่งเน้นไปที่การแตกตัวกับการงอกของเมล็ดข้าวบาร์เลย์ โครงการนี้เริ่มต้นด้วยการได้แนวความคิดจากภาพยนตร์เรื่อง The Martian ที่พระเอก แมต เดม่อน จะต้องปลูกมันฝรั่งกินเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดบนดาวอังคารได้     บัดไวเซอร์ให้ความสำคัญนวัตกรรมในทุกมุมโลกและถึงเวลาต้องกำหนดจุดหมายปลายทางต่อไป ถึงแม้ว่าการเริ่มต้นสร้างอาณานิคมที่ดาวอังคารจะต้องใช้เวลาอีกกว่า 20 ปี แต่ทางบัดไวเซอร์จะอยู่ที่นั่นเพื่อความสนุกอันยิ่งใหญ่ให้กับมวลมนุษยชาติ โดยปัญหาใหญ่ที่สุดที่เรารู้ตอนนี้คือ การดื่มเบียร์ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงจะทำให้การรับรู้รสและกลิ่นของเบียร์สูญเสียไป แต่เราเชื่อว่าเราสามารถทำสำเร็จได้ และมันจะเป็นก้าวสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์เลยทีเดียว” – ผู้บริหาร…

นักชีววิทยาไข DNA พิสูจน์ตำนาน “เยติ” จากอวัยวะ (ค้นพบที่ เนปาล-หิมาลัย-ทิเบต)

Yeti เยติ สิ่งมีชีวิตตัวใหญ่รูปร่างครึ่งคนครึ่งลิงที่มีขนสีขาวบนเทือกเขาหิมาลัย แต่ไหงตอนค้นพบขนของมันกลับกลายเป็นสีน้ำตาล ไม่ใช่สีขาวอย่างในตำนานที่เราได้ฟังมา   Charlotte Lindqvist ผู้นำการวิจัยจากมหาวิทยาลัยBuffalo ในนครนิวยอร์กพร้อมด้วยทีมงานของเธอตรวจสอบวัตถุตัวอย่างที่เชื่อกันว่าเป็นของเยติ วัตถุเหล่านี้ทีมนักวิจัยได้มาจากพิพิธภัณฑ์ และจากเจ้าของใจดีที่สะสมไว้เป็นคอเลคชั่นส่วนตัว ตัวอย่างที่อ้างว่าเป็นชิ้นส่วนของเยติเช่น เส้นผม ,ฟัน ,เส้นขน ,กระดูก ตลอดจนอุจจาระ         ผลการทดสอบดีเอ็นเอได้สั่นสะเทือนตำนานเล่าขานของอสูรกายเยติที่ถูกส่งต่อกันมาหลายร้อยปี พวกเขาระบุว่า ฟันดังกล่าวเป็นฟันของสุนัขบ้านตัวหนึ่ง ในขณะที่ชิ้นส่วนอื่นๆ นั้นมาจากหมีหิมาลายัน และหมีควาย “ผลการศึกษาเป็นที่ยืนยันว่าตัวอย่างทั้งหมดนั้นมาจากหมีที่อาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาหิมาลายันและในทิเบต”     การศึกษาครั้งนี้นอกจากจะพิสูจน์ตำนานเยติแล้ว ยังช่วยให้เห็นถึงวิวัฒนาการของหมี ในภูมิภาคนี้อีกด้วย “แล้วตำนานของเยติล่ะ? แน่นอนว่าตำนานจะยังคงถูกเล่าขานกันต่อไป แม้ว่าดีเอ็นเอจะถูกพิสูจน์แล้วก็ตาม” – national Geographic กล่าว ที่มา – mashable Ma_noshหากคุณอยากเห็นวิถีชีวิตสุดขี้เกียจ ของผู้บริหารที่นอนตีสี่ตื่นเที่ยง ก็สามารถเข้าไปส่องได้เลยที่ iG – Ma_nosh ก่อตั้ง 19 ตอนนี้ 23 เขียนไปแล้วประมาณ…

หนุ่มเมืองเบียร์ป่วย “โรคเบาจืด” ต้องดื่มน้ำวันละ 20 ลิตร (ต้องดื่มทุกๆ 1 ชม. ไม่งั้นตาย)

Marc Wübbenhorst สถาปนิกชาวเยอรมัน วัย 35 ปี ป่วยด้วยโรคเบาจืด ทำให้ต้องดื่มน้ำวันละ 20 ลิตร มิฉะนั้นอาจเสี่ยงเสียชีวิตด้วยภาวะขาดน้ำ และหาก Marc หยุดดื่มน้ำเขาจะตายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง Marc ต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากจากอาการโรคเบาจืดมาตั้งแต่จำความได้ โรคนี้ทำให้เขากระหายน้ำมากและปัสสาวะมาก     ไตของเขาไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ และกำจัดของเหลวออกหมดอย่างรวดเร็วแทบทันทีที่ดื่มเขาไป เขาไม่อาจทนหิวน้ำได้เกินกว่า1 ชม.เพราะจะเริ่มมีอาการขาดน้ำรุนแรง ได้แก่ ริมฝีปากแห้งแตก เวียนศีรษะ มึนงงทั้งที่เป็นอาการของคนขาดน้ำ 2-3 วัน ในแต่ละวัน เขาจะเริ่มดื่มน้ำขวดใหญ่ตั้งแต่เช้า และไม่นานเขาก็ปัสสาวะออก ยิ่งช่วงกลางคืนเขาก็จะมีปัญหามาก ไม่สามารถนอนหลับได้เกินกว่า 2 ชม. เพราะต้องลุกมาปัสสาวะ ทำให้ตลอด 24 ชม.เขาต้องเข้าห้องน้ำมากถึง 50 ครั้ง ครั้งหนึ่ง Marc เคยเกือบตายจาก อาการขาดน้ำขั้นรุนแรงของเขา “หลังจากเลิกงานผมต้องนั่งรถไฟกลับบ้าน ปกติมันจะใช้เวลาไม่นานในการเดินทางก็ถึงบ้านผมแล้ว ผมจึงไม่ได้เตรียมน้ำไปด้วย แต่วันนั้นรถไฟเกิดเสียและก็ซ่อมนานมาก อาการของผมเริ่มกำเริบ แต่ผมก็ยังมีโชคอยู่บ้าง เพราะเจอเพื่อนที่รู้ว่าผมเป็นโรคเบาจืดพอดี เขาเลยรีบหาน้ำมาให้ผมดื่ม ผมเลยรอดมาได้”…

“Poppers” ยาปลุกเซ็กส์ ที่มีผลทำให้ใจง่าย เยมันส์ สนุกชั่วคราว แต่ทุกข์ชั่วโคตร!

  Poppers (ป๊อบเปอร์) มีชื่อทางการค้าที่หลากหลาย แต่มีชื่อทางเคมี คือ “อะมิลไนไตรท์” เป็นของเหลวใสสีเหลือง ซึ่งสามารถระเหยได้ที่อุณหภูมิห้อง และสาเหตุที่กลุ่มผู้เสพมักเรียกกันว่า “Poppers เพราะเวลาเปิดฝาจะมีเสียง Pop! ขึ้นมา นั่นเอง” หากได้สูดดมไปแล้วจะทำให้ หลอดเลือดขยายตัวส่งผลให้หัวใจเต้นแรงขึ้น เร็วขึ้น รู้สึกตื่นเต้น แถมยังมีฤทธิ์ทำให้เคลิบเคลิ้มาเหมือนเมาเหล้าลืมทุกข์คลายกังวล และสร้างความต้องการอารมณ์ทางเพศ เป็นที่นิยมมากในหมู่ผู้นิยมมีเพศสัมพันธ์ชายกับชาย (การมีเพศสัมพันธ์กันทางทวารหนักมีโอกาสติดเชื้อ HIV มากที่สุด)     ราคาที่ต่างประเทศ แค่ 7 – 8 เหรียญฯ หากว่านำมาเมืองไทย ซื้อขายกันขวดเล็กเท่ายาดม ราคา 2,000 บาท และเป็นที่ต้องการอย่างมากในตอนนี้ WTF! อันตรายจากการใช้ Poppers การสูดดม ป๊อบเปอร์ จะขยายหลอดเลือดบริเวณกล้ามเนื้อทางช่องคลอด (ของผู้หญิง) และช่องทวารหนัก (ของชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย) ซึ่งง่ายต่อการรับเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เข้าสู่ร่างกาย และหากถามว่าก็ใส่ถุงยางดิ ง่ายจะตาย แต่จากข้อมูลตามรายงานพบว่า ผู้เสพเคลิ้มสะจนไม่สนใจวิธีป้องกันใดๆทั้งสิ้น ขาดสติในการควบคุมตนเองอย่างสิ้นเชิง อารมณ์มาก็เสียบเลย…

พบกับ! สิ่งมีชีวิตที่มี “สมอง” ใหญ่ที่สุดในโลก แล้วสมองใหญ่ๆของมันดียังไง? มาดูกันเลย!

  สมองที่เพื่อนๆเห็นอยู่นี่เป็นสมองของ วาฬสเปิร์ม ที่มีน้ำหนักมากถึง 8 กิโลกกรัม ซึ่งหนักกว่าสมองของมนุษย์ถึง 5 เท่า หากจะเรียงลำดับน้ำหนักของสมองก็ตามนี้เลยครับ แต่ก่อนอื่นจะเห็นได้ว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีขนาดสมองใหญ่กว่าสัตว์ชนิดอื่น และขนาดสมองจะใหญ่ขึ้นตามร่างกายด้วย ข้อมูลคร่าวๆของวาฬสเปิร์ม วาฬสเปิร์มบางตัวโตเต็มที่จะมีขนาดความยาวประมาณ 15-20 เมตร ลูกแรกเกิดยาว 3.5-4.5 เมตร แม่วาฬใช้เวลาตั้งท้องนาน 16-17 เดือน ลูกจะอาศัยอยู่กับแม่เป็นเวลาประมาณ 13 เดือนจึงแยกออกหากินอิสระ ขนาดโตเต็มที่ยาว 12-18 เมตร น้ำหนักมากถึง 28 ตัน – ปลาวาฬ สเปิร์ม น้ำหนักสมอง 8 กิโลกรัม – ช้าง น้ำหนักสมอง 5 กิโลกรัม – ปลาโลมา น้ำหนักสมอง 1.7กิโลกรัม – มนุษย์ น้ำหนักสมอง 1.4 กิโลกรัม แต่หากจะเทียบกันแบบยุติธรรมจริงๆ ก็คงต้องบอกว่ามนุษย์เรามีขนาดของสมองใหญ่ที่สุด เพราะนำสัดส่วนทั้ง น้ำหนัก…

“Belgian Blue หรือ Monster Cow” วัวที่ได้ชื่อว่ามีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงที่สุดในโลก!

โคเนื้อเบลเยี่ยนบลู โคนักกล้าม หรือ มีต้นกำเนิดจากประเทศเบลเยี่ยม โคสายพันธุ์นี้ได้รับการพัฒนาพันธุ์ หลายครั้งจากหลากหลายสายพันธุ์ โดยใช้เวลาทั้งหมดกว่า 100 ปี กว่าจะได้สายพันธุ์ที่สมบูรณ์ และที่สำคัญเนื้อพวกมันอร่อยมากๆอีกด้วย ไขมันน้อย และเหนียวหนึบมากๆเพราะมีแต่กล้ามเนื้อนั่นเอง ปล.เห็นพวกมันกล้ามใหญ่แบบนี้แต่พวกมันเชื่องมากเลยนะจะบอกให้     กล้ามเนื้อของโคสายพันธุ์นี้สามารถพัฒนาได้สูงกว่าปกติ โดยจะเริ่มพัฒนาตั้งแต่อายุ 4-6 สัปดาห์ สาเหตุที่มี กล้ามเนื้อพัฒนามาก เพราะว่ามีการยั้บยั้งการทำงานของยีนส์ไมโอสแตตินโดยธรรมชาติ ซึ่งยีนส์ไมโอสแตตินนี้จะชลอการเจริญของกล้ามเนื้อ จึงทำให้โคเนื้อเบลเยี่ยนบลูมีเส้นไยกล้ามเนื้อมากขึ้นได้ถึง 20 %ในพันธุ์แท้ และ 5-10% ในโคลูกผสม เพราะเหตุนี้ทำให้วัวตัวผู้ตัวโตเต็มวัยบางตัวสามารถมีน้ำหนักได้มากถึง 1100-1250 กิโลกรัม เลยทีเดียว ตัวใหญ่มาก! แต่เพราะความบึกบึนนี้จึงทำให้วัวตัวเมียลำบากเพิ่มมากขึ้นเพราะ แม้จะเป็นวัวที่ดูสง่างามเนื่องจากมีกล้ามขนาดใหญ่ แต่สำหรับวัวตัวเมียนั้นการที่มันมีกล้ามใหญ่และหนาแน่นส่งผลให้มันตกลูกได้ยาก และบ่อยครั้งต้องมีสัตวแพทย์ช่วยผ่าคลอด     แต่เรื่องที่ตลกก็คือ ในช่วงแรกๆที่วัวตัวนี้เริ่มโด่งดัง ก็มีนักวิจารณ์และนักอนุรักษ์สายพันธุ์ต้นแบบ ได้ออกมาต่อต้าน และเรียกโคนักกล้ามเหล่านี้ว่า “Monster Cow หรือ วัวปีศาจ” แต่ยิ่งพวกเขาต่อต้านมากเท่าไหร่ ชื่อเสียงของวัวตัวนี้ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น มากขึ้นชนิดที่ว่าวัวสายพันธุ์นี้โด่งดังเป็นที่นิยมเลี้ยงไปทั่วโลก แต่กลุ่มต่อต้านก็ต้องเลิกลาไป ฮ่าๆๆ…

ไขปริศนา “การเดินละเมอ” ว่าแท้จริงแล้ว มีสาเหตุมาจากอะไร?! (ไม่ผี วิทยาศาสตร์ล้วนๆ)

  ประมาณร้อยละ 5 ของคนทั่วโลกเคยมีประสบการณ์เดินละเมออย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิตโดยเฉพาะในช่วงวัยเด็ก ส่วนใหญ่เด็กที่มีอาการเดินละเมอจะหายละเมอได้เองเมื่อโตขึ้น อาการเดินละเมอของบางคนอาจหนักถึงขั้นลุกขึ้นเดินลงจากเตียงทั้งที่ยังหลับอยู่และไม่รู้สึกตัว พวกเขาอาจจะเดินละเมออยู่นานหลายนาที พร้อมกับส่งเสียงพูดคนเดียวไปด้วย หลายคนอาจจะละเมอลุกขึ้นมาทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เช่น จัดเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน, แต่งตัว, ทำอาหาร เป็นต้น ในปี 2005 ก็มีข่าวรายงานว่า เด็กหญิงชาวอังกฤษคนหนึ่งเดินละเมอเข้าไปในรถเครน ส่วนใหญ่คนที่ละเมอลุกออกจากเตียงจะเดินละเมอกลับมานอนต่อบนเตียงได้เอง และเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา พวกเขาก็จะจำไม่ได้ด้วยว่าได้ละเมอลุกขึ้นไปทำอะไรบ้าง     อาการเดินละเมอในวัยผู้ใหญ่มักพบได้ในคนที่มีอาการอดนอนอย่างหนัก และบางกรณีการละเมออาจจะมีความสัมพันธ์กับอาการเจ็บป่วยทางประสาทด้วย เช่น จิตเภท, โรคเครียด เป็นต้น รายงานการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้ป่วยไมเกรนมีแนวโน้มที่จะเดินละเมอมากกว่าคนธรรมดาถึง 4-6 เท่า ส่วนการเดินละเมอในเด็กอาจเป็นลักษณะอาการที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพัฒนาการของระบบประสาทส่วนกลาง การศึกษาหลายชิ้นก็ชี้ว่ากรรมพันธุ์มีส่วนในการละเมอด้วย เด็กที่มีญาติในครอบครัวเคยมีประวัติเดินละเมอจะมีแนวโน้มเดินละเมอมากกว่าเด็กคนอื่นถึง 10 เท่า   วิธีแก้ ที่ไม่ต้องไปพึ่งร่างทรง     การนอนละเมอมักเกิดขึ้นในเวลาเดิมของทุกวัน เมื่อพบว่าญาติหรือคนในบ้านนอนละเมอ ให้จดวันและเวลาไว้เพื่อนำมาดูว่าเกิดขึ้นกี่ครั้งใน 1 สัปดาห์ ถ้าเป็นบ่อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ให้ลองปลุกก่อนเวลาละเมอประมาณ 15 นาที แล้วปล่อยให้ตื่นสัก…