ไม่สงสัยทำไมถึงอยู่มาได้ 90 ล้านปี – “จระเข้อเมริกา” โชว์วิธีเอาตัวรอดกลางพายุน้ำแข็ง

  สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โลกโซเชียลมีเดียกำลััง ให้ความสนใจภาพความอยู่รอดของจระเข้กลุ่มหนึ่ง ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเหน็บเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ภาพดังกล่าวถูกถ่ายเอาไว้โดยเจ้าหน้าที่เขตพันธุ์ป่าลุ่มแม่น้ำแชลล็อต รัฐนอร์ท แคโรไลนา ภาพที่เห็นคือส่วนของปากจระเข้ 3-4 ตัว พากันชูส่วนจมูกขึ้นมาอยู่เหนือผิวน้ำ โดยที่แม่น้ำบริเวณดังกล่าวเย็นยะเยือกกลายเป็นน้ำแข็งเกือบทั้งหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นการเอาตัวรอดท่ามกลางสภาพอากาศของสัตว์เลือดเย็น จระเข้ตัวดังกล่าวไม่ได้เสียชีวิตจากความหนาวเย็น แต่มันอยู่ในภาวะจำศีลชั่วคราว เพื่อเอาตัวรอดในช่วงเวลาวิกฤตของสภาพอากาศ     เจ้าหน้าที่เขตพันธุ์ป่าฯ ยังได้เฝ้าติดตามดูความเคลื่อนไหวของจระเข้ตัวดังกล่าวทุกๆ วัน จระเข้ชูจมูกขึ้นมาเหนือผิวน้ำเช่นนั้นอยู่ๆ ราว 2-3 วัน โดยที่ส่วนของลำตัวยังอยู่ใต้ผืนน้ำ ส่วนหนึ่งที่พวกมันทำเช่นนั้นก็เพราะเรื่องการช่วยหายใจนั้นเอง   ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผานมา สถานการณ์ภัยหนาวยะเยือกจากอิทธิพลของพายุหิมะรุนแรง หรือ บอมบ์ ไซโคลน ที่พัดถล่มทางชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ขณะนี้ความหนาวเย็นเริ่มคลี่คลายลงแล้ว หลังจากที่สภาพอากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นจากสัปดาห์ก่อน เจ้าหน้าที่เขตพันธุ์ป่าฯ ได้โพสต์อัพเดทอีกครั้ง หลังจากที่สภาพาอากาศเริ่มอุ่นขึ้นและน้ำแข็งบนผิวน้ำเริ่มละลายลงแล้ว ปรากฏว่าเจ้าจระเข้กลุ่มนี้ได้พ้นจากสภาพจำศีลและว่ายน้ำจากไปหมดแล้ว     จระเข้ยุคปัจจุบันหรือเรียกตามภาษานักวิชาการว่าจระเข้ยุคใหม่นั้น โผล่หน้าขึ้นมาบนโลกเมื่อราว 90 ล้านปีก่อน จระเข้ จัดเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์เลื้อยคลานทั้งหมด มีความสามารถในการปรับสภาพร่างกายในการอยู่รอดจากภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มาแล้วหลายครั้ง พวกมันคงลักษณะโบราณทางด้านกายวิภาคเกือบทั้งหมดของร่างกาย ตั้งแต่ปลายจมูกจรดปลายหาง ไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้แตกต่างไปจากบรรพบุรุษในยุคโบราณ…

อากาศโลกเพี้ยนหนัก! หิมะตกในทะเลทรายซาฮารา กว่า 3 ครั้ง ในช่วง 40 ปี

  เกิดปรากฏการณ์หาชมได้ยาก มีหิมะตกหนักในทะเลทรายซาฮาราอีกครั้ง เมื่อช่วงเช้าตรู่วันอาทิตย์ (7 ม.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 40 ปี ที่มีหิมะตกปกคลุมทะเลทรายขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ปรากฏการณ์หิมะตกดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณเมืองอิน เซฟรา  เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศแอลจีเรีย ตั้งอยู่ในเทือกแอตลาส  ทางตอนเหนือของทะเลทราย ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,280 ฟุต ซึ่งสถานที่นี้ได้ชื่อว่าเป็น “ประตูสู่ทะเลทราย” หิมะที่ตกลงมานี้ปกคลุมพื้นที่บางส่วนหนาถึง 16 นิ้ว สร้างความตื่นตะลึงให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก – หิมะตกครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ปี 1979 (มีหิมะปกคลุมขาวโพลนอยู่ราว 30 นาที) – หิมะตกครั้งที่สองเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ปี 2016 (มีหิมะปกคลุมขาวโพลนอยู่ราว 1 ชั่วโมง) – และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 (มีหิมะปกคลุมตั้งแต่ 7 โมง – 5 โมงเย็น)…

นักวิทย์ยืนยัน “ไส้เดือน” สามารถเติบโตและขยายพันธุ์ได้ในดิน “ดาวอังคาร”

ทีมวิจัยทางชีววิทยา นำโดย วีเกอร์ แวเมลิงค์ นักชีววิทยาประจำมหาวิทยาลัย แวเกนนิงเกน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประสบความสำเร็จในการทดลองเลี้ยงไส้เดือนในดินดาวอังคารจำลอง – หลังจากเพาะเลี้ยงไส้เดือนแล้วนำดินส่วนหนึ่งไปใช้เพาะปลูกพืชผักได้อีกด้วย     ดินที่แวเมลิงค์ซื้อจาก NASA เมื่อปี 2013 ไม่ได้มาจากดาวอังคารจริงๆ แต่จำลองขึ้นโดยการนำเอาโคลนจากภูเขาไฟแห่งหนึ่งในฮาวาย ผสมกับดินจากทะเลทราย โมฮาเว หลังจากนั้นนำดินทั้งหมดผ่านกระบวนการฆ่าสิ่งมีชีวิตในดินทั้งหมดด้วยกรรมวิธีสเตอริไลซ์ เพื่อให้เหมือนกับดินที่ปราศจากสิ่งมีชีวิตจากดาวอังคาร เป็นเงิน 2,500 ดอลลาร์ (ราว 82,000 บาท) ได้ปริมาณดิน 220 ปอนด์ หรือราว 100 กิโลกรัม แวเมลิงค์ นำดินดาวอังคารที่จำลองขึ้นไปไว้ในห้องทดลองที่จำลองสภาพให้คล้ายคลึงกับอาณานิคมบนดาวอังคาร จากนั้นก็เริ่มต้นทดลองเลี้ยงไส้เดือนเกิดใหม่ 2 ตัวซึ่งปรากฏว่าเติบโตได้ดี เมื่อนำไส้เดือนที่โตเต็มวัยซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในดินและสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกได้มาเลี้ยงเพิ่มเติม ไส้เดือนเหล่านั้นไม่เพียงมีชีวิตรอด ทั้งยังขยายพันธุ์ได้อีกต่างหาก   ประโยชน์ของไส้เดือนที่มีต่อดินที่จะใช้ในการเพาะปลูก – ไส้เดือนช่วยพลิกกลับดิน เอาดินด้านบนลงไปด้านล่าง เป็นการคลุกเคล้าแร่ธาตุ เพื่อที่พืชจะดูดสารอาหารได้อย่างเต็มที่ – พรวนดิน ทำให้พืชมีช่องว่างเพียงพอที่รากจะดูดออกซิเจนไปใช้ในการเติบโตได้ – พวกมันสามารถเป็นปุ๋ยได้ เวลาที่พวกมันจากไปแต่ร่างกายของพวกมันก็ยังทำประโยชน์ได้อยู่…

นักวิทย์ลงทุน 3 หมื่นล้าน เจาะสำรวจใจกลางโลก พื้นที่ที่มนุษย์ไม่เคยเข้าถึงมาก่อน

ที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกา รัสเซีย อินเดีย และจีน รวมทั้งอีกหลายประเทศที่มีเทคโนโลยีระดับสูงและเงินทุนเพียงพอได้ส่งยานอวกาศ ดาวเทียม แท้กระทั่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศขึ้นไปโคจรนอกโลก เพื่อถ่ายทอดภาพ หรือ ข้อมูลดาวดวงอื่นกลับมาให้นักดาราศาสตร์ และ นักวิทยาศาสตร์แขนงอื่นได้วิเคราะห์วิจัยสภาพของดาวดวงอื่น     แต่มนุษย์กลับรู้จักโลกดวงนี้ น้อยกว่าดวงจันทร์หรือดาวอังคาร ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์มีโอกาสสำรวจพื้นที่โลกใต้สมุทรเพียงไม่เกิน 10% ของพื้นที่ใต้ท้องทะเลทั่วโลก และยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ยังรู้จักกับสภาพที่แท้จริงใต้พื้นผิวโลกน้อยกว่านั้นมาก ความรู้ที่ใช้ในการพยากรณ์แผ่นดินไหว หรือ การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก หรือ การสำรวจแหล่งแร่นั้น ก็อาศัยทฤษฎีและหลักสถิติในการประเมินและพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเท่านั้น ในทฤษฎีภูมิศาสตร์โลกระบุว่า ลักษณะทางกายภาพของโลกแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ประกอบไปด้วย ชั้นเปลือกโลก ชั้นแมนเทิล และแกนโลก ว่ากันว่าความลึกลับนี้ได้ซ่อนความจริงเกี่ยวกับกระบวนการกำเนิดโลกไว้อยู่ข้างใต้นั้น     จนตอนนี้ได้มีทีมนักวิทยาศาสตร์จากประเทศญี่ปุ่น(JAMSTEC) ได้ออกมาประกาศว่าจะทำการเจาะเปลือกโลกให้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ให้ได้ แม้มนุษย์จะพยายามศึกษาความลับของเปลือกโลกมานานกว่า 50 ปี แต่ก็ยังไม่สามารถเจาะผ่านเปลือกโลกได้สำเร็จ ซึ่งความพยายามครั้งล่าสุดสามารถทำได้ราว 700 เมตร เท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ต้องหาจุดที่ชั้นเปลือกโลกมีความบางมากที่สุด และได้พบกับจุดหมายแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิก ดังนั้นการเจาะจึงต้องอาศัยเรือขุดเจาะและท่อขุดเจาะที่มีความแข็งแรงเป็นพิเศษสามารถรองรับแรงกดดันมหาศาลในบริเวณที่ต้องการสำรวจได้     เครื่องมือที่ใช้ในภารกิจขุดเจาะครั้งนี้ก็คือ “เรือขุดเจาะ…

อุจจาระอายุ 1,200 ปี ของชาวไวกิ้ง ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของคนในยุคนั้น ได้เป็นอย่างดี

 

อุจจาระอายุ 1,200 ปี ของชาวไวกิ้งถูกห่อหุ้มเก็บไว้อย่างดี ขุดพบเมื่อปี 1972 ที่เมืองยอร์ค ประเทศอังกฤษ มันได้บอกถึงเรื่องราว ลักษณะการบริโภคอาหารในยุคนั้น และแสดงให้เห็นว่าเจ้าของ มีปัญหาจากปรสิตในลำไส้

ที่น่าตลกคือ ตอบขุดพบนั้น นักสำรวจนึกว่ามันคือกระดูก เพราะมันถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี ในกล่องหิน ทุกคนต่างดีใจกันยกใหญ่ แต่พอผลตรวจออกมาเท่าน้ันแหละ ทุกคนจ๋อยกันไปเลย ฮ่าๆๆ

 

 

จากการวิเคราะห์ของนักสำรวจพบว่า สาเหตุที่อุจจาระก้อนนี้ถูกพันเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีนั้นก็เพราะ ในยุคนั้นอาจมีโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร หมอจึงให้ผู้ป่วยรายนั้นนำอุจจาระที่ถ่ายไว้เก็บใส่ห่อมา เพื่อนำมาตรวจสอบว่าไอ่โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารที่กำลังระบาดอยู่นี้เกิดจากอะไร

จนได้ข้อสรุปว่า เนื่องจากชาวไวกิ้งกินเนื้อเป็นหลักซึ่งมันไม่ดีต่อสุขภาพ แถมยังดื่มหนัก บวกกับในอดีตที่สุขอนามัยยังไม่ค่อยจะดีนัก จึงมีการระบาดของโรคพยาธิปากขอ บางคนก็อึแตก บางคนก็ท้องผูก ทำให้อุจจาระที่ออกมานั้นแข็งเหมือนกับหิน จนตอนนี้มันเริ่มกลายเป็นฟอสซิล (สงสารตอนเบ่งจริงๆ)

ที่มา – buzzfeed

iG – Ma_nosh ก่อตั้ง 19 ตอนนี้ 23

การค้นพบฟอสซิล “ยุง” ดึกดำบรรพ์ตัวแรก ที่มีเลือดอยู่เต็มพุง ที่มีอายุกว่า 46 ล้านปี!

ไอเดียในภาพยนตร์เรื่อง จูราสสิค ปาร์ค เกี่ยวกับการใช้ฟอสซิลยุงที่มีเลือดไดโนเสาร์อยู่ในท้องเพื่อโคลนนิ่งไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปเมื่อหลายล้านปีก่อนอาจเป็นเพียงนิยายวิทยาศาสตร์ที่น่าตื่นเต้น จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบฟอสซิลของยุงที่มีเลือดอยู่ในท้องจริงๆ เป็นครั้งแรก แม้จะไม่ถึงขนาดที่เอามาโคลนนิ่งสร้างสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วได้แบบในภาพยนตร์ แต่การค้นพบนี้ก็ให้ข้อมูลมากมายแก่นักวิทยาศาสตร์     ฟอสซิลยุงที่เพื่อนๆเห็นกันอยู่นี้มีชื่อว่า USNM 559050 ค้นพบฟอสซิลยุงในชั้นหิน Oil Shale ในรัฐ Montana ประเทศอเมริกา เป็นฟอสซิลยุงที่ค้นพบตั้งแต่ช่วงปี 1980 ไม่ได้ฝังอยู่ในแท่งอำพันแบบในเรื่องจูราสสิค พาร์ค แต่ฝังอยู่ในหินดินดานที่เกิดจากตะกอนทับถมกันในน้ำ (ในโลกนี้มีแมลงที่กินเลือดอยู่ราว 14,000 สปีชีส์) ยุงโบราณตัวนี้ยังมีสภาพครบสมบูรณ์มาจากการที่ถูกหินลักษณะ เป็นโคลนอ่อนนุ่มหุ้มตัวไว้ในช่วง ที่เทือกเขาแห่งนี้ยกตัวขึ้นจากพื้นผิวโลก ในช่วงที่มีการก่อกำเนิดเทือกเขานี้ใหม่ๆ ทำให้ซากยุงถูกดันขึ้นไปอยู่บนเทือกเขา ก่อนที่โคลนที่หุ้มตัวยุงอยู่ จะแข็งตัวอย่างช้าๆ โดยไม่ได้ทำลายซากยุงที่ติดอยู่ เกิดเป็นฟอสซิลยุงที่ครบสมบูรณ์ แต่สำหรับคนที่หวังว่านักวิทยาศาสตร์จะโคลนนิ่งไดโนเสาร์ได้แบบในเรื่องจูราสสิค ปาร์ค คงต้องผิดหวังหน่อย เพราะ DNA ในเลือดถูกทำลายไปเกือบหมดแล้ว นอกจากนี้เลือดที่อยู่ในท้องยุงยังไม่ใช่เลือดไดโนเสาร์อีกด้วย เพราะอายุของฟอสซิลดังกล่าวมีอายุ 46 ล้านปี ซึ่งเป็นยุคที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ดังนั้นเลือดในท้องจึงไม่ใช่ของไดโนเสาร์แน่นอน     แต่ฟอสซิลยุงที่ค้นพบนั้นมาจากยุค Eocene ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้เป็นยุคไดโนเสาร์ แต่ก็มีอายุกว่า…

“Nomura(โนมูร่า)” แมงกะพรุนยักษ์ สายพันธุ์ดึกดำบรรพ์ ที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก!

  Nomura’s Jellyfish แมงกะพรุนโนมูร่า เป็นสายพันธุ์ แมงกะพรุนยักษ์ พวกมันท่องอยู่ในทะเลของญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศจีน ด้วยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 2 เมตร น้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัมเท่ากับสิงโตตัวผู้ อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลของจีน เรื่อยไปถึงชายฝั่งทะเลของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ บางครั้งมันอาจว่ายไปทางตะวันออก คือทะเลญี่ปุ่นบ้าง เพื่อไปกินแพลงตอนอาหารจานโปรดของมัน     แมงกะพรุนโมมูร่า จึงเป็น 1 ในสายพันธุ์ แมงกะพรุน ตัว ใหญ่ที่สุดในโลก ร่วมกับ แมงกะพรุน Lion’s mane jellyfish แต่ตอนนี้แมงกะพรุนโนมูร่า กำลังสร้างปัญหาแก่ชาวประมงอย่างมาก บ่อยครั้งที่สำนักข่าวต่างประเทศมักจะรายงานถึงการก่อกวนของเหล่าแมงกะพรุนยักษ์ ที่ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อ ชาวประมงในทะเลญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ที่กำลังประสบปัญหาแมงกระพรุนยักษ์ กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นแมงกะพรุนชนิดรับประทานได้แต่ก็ไม่เป็นที่นิยม และกำลังสร้างปัญหาแก่ชาวประมงเนื่องจากการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันคาดการณ์ว่ามีแมงกะพรุนชนิดนี้จำนวนกว่า 20,000 ล้านตัวมากกว่าประชากรบนโลกนี้ถึง 3 เท่า ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องเร่งทำการศึกษาและหยุดยั้งการขยายพันธุ์     ชาวประมงญี่ปุ่น พบเห็นกะพรุนโนมูระมากกว่าเดิมถึง…

ยอดมนุษย์พันธุกรรมแบบ Deadpool และ Wolverine มีอยู่จริง!

  Anti-Hero ชื่อดังอย่าง Deadpool ได้รับพลังแบบเดียวกับ Wolverine นั่นคือ Healing Factor ที่ทำให้ไม่ว่าจะบาดเจ็บปางตายขนาดไหน ก็สามารถกลับมาแข็งแรงปกติได้ภายในไม่กี่วินาที แต่นี่เป็นเพีงจินตนาการที่อยู่ภายในการ์ตูนเท่านั้น เพราะหากเราบอกว่ามีคนเป็นอย่างนั้นจริงๆ เชื่อว่าทุกคนย่อมไม่เชือแน่นอน แต่ขอให้ลองอ่านเรื่องนี้ดูก่อนครับ แล้วความเชื่อในเรื่องของการสร้างซุปเปอร์ฮีโร่ของคุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาล ชายวัยกลางคนอายุ 45 ปี คนหนึ่งน่าจะเสียชีวิตไปนานแล้ว เขาเกิดมาพร้อมข้อบกพร่องทางพันธุกรรมที่ทำให้เขาเป็นโรคทางระบบประสาทที่เรียกว่า หลุยส์ บาร์ (Louis Bar syndrome) คนอื่นๆ ที่มีความบกพร่องเดียวกันจะไม่สามารถประสานงานการเคลื่อนที่ของดวงตาได้ตั้งแต่ 2 ขวบแล้ว และต่อมาก็จะควบคุมกล้ามเนื้อขาไม่ได้ด้วย พอถึงวัยรุ่นจะต้องนั่งรถเข็น และโดยทั่วไปจะเสียชีวิตก่อนเป็นผู้ใหญ่ แต่ชายวัย 45 ปีคนนี้กลับปลอดภัยดี ไม่มีอาการของโรคร้ายเลย ชายคนนี้ถูกค้นพบโดย อีริค ชาด์ท ศาสตราจารย์นักวิเคราะห์พันธุกรรมแห่งโรงเรียนแพทย์เมาต์ ไซไน ในนิวยอร์ก ชายวัยหนุ่ม 45 ปี คนนี้เป็นตัวอย่างของสิ่งที่ ชาด์ทเรียกว่า “วีรบุรุษพันธุกรรม” เพราะร่างกายของชายคนนี้สามารถชดเชยความบกพร่องทางพันธุกรรมได้ เขาจึงไม่ต้องพบกับชะตากรรมอันน่าสะพรึงที่ฝังอยู่ในพันธุกรรมของเขา     ชาด์ททำงานร่วมกับสตีเฟน เฟรนด์…

แคนาดาประสบภาวะ อุณหภูมิต่ำสุดขั้ว หนาวกว่าดาวอังคารและขั้วโลกเหนือแล้ว!

ประเทศแคนาดาคือหนึ่งในประเทศที่มีสภาพอากาศหนาวเย็นที่สุดในโลก แต่ในปีนี้หน้าหนาวที่แคนาดาโหดร้ายกว่าทุกๆ ปี วันที่ 29 ธันวาคม 2560 รัฐบาลแคนาดาได้มีการประกาศเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศแล้ว เนื่องจากไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า อากาศจะอุ่นขึ้นเมื่อใด     โซนพื้นที่ที่ต้องระมัดระวังกับสภาพอากาศอย่างมากคือ ในพื้นที่รัฐอัลเบอร์ตา มานิโทบา ซัสแคตเชวัน ออนตาริโอ และควิเบก โดยมีอุณหภูมิอยู่ที่ -25 องศาเซลเซียส ถึง -32 องศาเซลเซียส หนาวเย็นกว่าขั้วโลกเหนือ และพื้นที่บางจุดทางตอนเหนือของแคนาดามีอุณหภูมิลดต่ำลงกว่าอุณหภูมิบนพื้นผิวดาวอังคาร     นอกจากนี้แล้ว ศูนย์จ่ายไฟฟ้าในรัฐโนวาสโกเชียได้รับความเสียหาย จากลมกระโชก ที่มีความแรงกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งพัดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันคริสต์มาส จนถึงวันบ็อกซิ่งเดย์ เจ้าหน้าที่ทางการกำลังเร่งซ่อมแซมแล้ว สภาพอากาศที่เย็นจัดดังกล่าวสามารถส่งผลอันตรายต่อชีวิตได้ โดยรายงานจากตำรวจระบุว่า ชายวัย 77 ปีคนหนึ่ง ประสบอุบัติเหตุรถชน เขาลงจากรถเพื่อมาตรวจดูสภาพรถ และเสียชีวิตจากภาวะตัวเย็นเกิน นอกจากนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้กระจายกำลังกัน เพื่อพาคนไร้บ้านที่อาศัยอยู่ที่ตามที่ต่าง ๆ ในเมือง ไปหลบอากาศหนาวในศูนย์พักพิง ส่วนหน่วยงานคุ้มครองสัตว์ก็ได้ประกาศเตือนให้ประชาชนจับตาดูแลสัตว์เลี้ยง ไม่ให้ออกไปสัมผัสกับอากาศเย็นนอกบ้าน    …

แผนใหม่ “ยิงเลเซอร์ขึ้นอวกาศ” เพื่อซ่อนโลกจากการรุกรานของเอเลี่ยน ใน 20 ปีข้างหน้า

  นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันก็อดเดิร์ด เพื่อการศึกษาอวกาศ ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา (NASA) เปิดเผยว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ คาดว่าจะค้นพบมนุษย์ต่างดาว หรือสิ่งทรงภูมิปัญญานอกโลกภายใน 20 ปี ข้างหน้านี้ โดยเหล่านักวิทยาศาสตร์คิดว่าดวงดาวที่มีความเป็นไปได้ที่จะค้นพบสิ่งมีชีวิตนอกโลก คือดาวเอนเซลาดัส (Enceladus) ซึ่งเป็นดวงจันทร์ของดาวเสาร์ และดาวยูโรปา (Europa) ซึ่งเป็นดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี     ด้วยข่าวและข้อมูลต่างๆที่ประโคมอย่างหนักว่า มนุษย์อาจจะได้รับการติดต่อจากเอลี่ยนในอีก 25 ปี ข้างหน้านี้จริงๆ จึงทำให้ 2 นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน เสนอไอเดีย “ยิงลำแสงเลเซอร์” เพื่อซ่อนโลกจากพวกมนุษย์ต่างดาว ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดว่า “มนุษย์ต่างดาว” หรือ “เอเลี่ยน” นั้นมีอยู่จริงหรือไม่? แต่นักวิทยาศาสตร์และกลุ่มคนที่ยังมีความเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ต่างยังหมกมุ่นค้นหาเรื่องราว และสิ่งลี้ลับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกอยู่ แนวคิดนี้ได้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Monthly Notices of the Royal Astronomical Society ซึ่งแนวคิดนี้เป็นของสองนักดาราศาสตร์ นำโดยศาตราจารย์เดวิด คิพปิ้ง (David Kipping)…