หนุ่มแกล้งเป็นใบ้หนีคดี 12 ปี สุดท้ายถูกจับ แถมไม่ได้พูดนานจนกลายเป็นไบ้จริงๆ!

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค 2017 ได้สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ชายชาวจีนซึ่งทราบเพียงนามสกุลว่า ‘เจิ้ง’ หลบหนีออกจากหมู่บ้าน ในมณฑลเจ้อเจียง ทางภาคตะวันออก เมื่อปี พ.ศ. 2548 หลังก่อเหตุฆ่าเมียของลุง หลังการทะเลาะมีปากเสียงรุนแรง เกี่ยวกับเงินค่าเช่าบ้านจำนวนกว่า 500 หยวน (2,482 บาท)     แกล้งเป็นใบ้ทำตัวเป็นของทานขอเงินภายใต้ชื่อปลอมว่า หวัง กุ้ย ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 33 ปี ต่อมา นายเจิ้ง ก็ย้ายไปอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในมณฑลอันฮุย เหนือขึ้นไปราว 700 กม. และได้งานเป็นคนงานก่อสร้าง พบกับภรรยาคนที่ 2 ผ่านการแนะนำของหัวหน้า และมีลูก 1 คน โดยปิดบังตัวจริงและแกล้งพูดไม่ได้มาตลอด หลังจากตำรวจทำการสำรวจสำมะโนครัวประชากรในหมู่บ้านของเขา ทำให้เจ้าหน้าที่รู้ว่านายเจิ้งไม่มีเอกสารระบุตัวตนอย่างเป็นทางการ ตำรวจท้องถิ่นเกิดความสงสัยที่เขาไม่มีเอกสารประจำตัว จึงสั่งให้มีการตรวจเลือดเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา และพบว่าดีเอ็นเอใกล้เคียงกันมากกับพ่อแม่ของฆาตกรในมณฑลเจ้อเจียงรายหนึ่ง ที่ตำรวจต้องการตัวตั้งแต่ 12 ปีก่อน    …

ถอดรหัส “จดหมายปริศนา” อายุ 300 ปี ที่แม่ชีซิซิเลียน อ้างว่าถูกลูซิเฟอร์สิงให้เขียนขึ้น

ในที่สุด จดหมายปริศนาอายุมากกว่า 300 ปี ที่เขียนโดยแม่ชีชาวซิซิเลียน ซึ่งว่ากันว่าถูกซาตานสิงสู่ให้เขียนข้อความที่ไม่มีใครอ่านได้ ก็ถูกทีมนักวิทยาศาสตร์จัดการถอดรหัสข้อความออกมาได้แล้ว โดยอาศัยซอฟต์แวร์ถอดรหัสชั้นสูงช่วยในการอ่านข้อความดังกล่าว     จดหมายเก่าแก่ที่บางครั้งเรียกว่า “ปริศนาซาตาน” ดังกล่าว มีเพียง 14 บรรทัด แต่ประกอบด้วยอักขระโบราณและสัญลักษณ์หลากหลายภาษา เป็นคำบ้างเป็นวลีบ้างสับสนปนเปกันยุ่งเหยิง จนไม่มีใครสามารถเข้าใจได้ แม้จะมีความพยายามศึกษา ทำความเข้าใจมาอย่างต่อเนื่องในหลายศตวรรษที่ผ่านมา จดหมายดังกล่าวเขียนโดย ซิสเตอร์ มาเรีย โครซิฟิสซา เดลลา คอนเซซิโอเน แม่ชีวัย 31 ปี ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในคอนแวนต์ พัลมา ดิ มอนเตคิเอโร บนเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี ตามบันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่า ในวันที่ 11 สิงหาคม ปี 1676 มีผู้พบซิสเตอร์มาเรียนอนอยู่บนพื้นในห้องพัก ใบหน้าเปรอะไปด้วยหมึก มีแผ่นกระดาษบันทึกข้อความที่อ่านไม่ได้ความอยู่ในมือ     ซิสเตอร์มาเรียอ้างว่า ข้อความดังกล่าวแม้แต่ตนเองก็ไม่เข้าใจ แต่ระบุว่าเป็นสารที่ซาตานบังคับให้เธอเขียนขึ้นระหว่างเข้าสิงสู่เพื่อบีบบังคับให้ตนลงนาม อันเป็นการหันหลังให้กับพระเจ้า หันมานับถือปีศาจแทน ทีมนักวิทยาศาสตร์จากพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ลูดุม ในซิซิลี นำโดย…

ลัทธิบูชา “ซานตา มัวร์เต” นักบุญแห่งความตาย ผู้คุ้มครองเหล่ามาเฟียเม็กซิกัน

“ซานตา มัวร์เต” (Santa Muerte) หรือนักบุญแห่งความตาย เป็นลัทธิหนึ่งในประเทศเม็กซิโกที่มีผู้เคารพศรัทธาค่อนข้างมาก แม้ว่าจะไม่ได้รับการรับรองจากคริสตจักร เพราะถือเป็นลัทธิเทียมเท็จ มีคำสอนที่ผิดเพี้ยน และมันคือการสะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของสังคมในรูปแบบหนึ่ง     ซานตา มัวร์เต มีต้นกำเนิดจากทวีปยุโรป และแผ่ขยายไปยังโลกใหม่พร้อมกับการรุกรานของสเปน ย้อนกลับไปในสมัยศตวรรษที่ 18 คริสตจักรคาทอลิกลงมติให้ทำลายแท่นบูชาและไม่รับรองให้”ซานตา มัวร์เต” เป็นนักบุญ ช่วงทศวรรษที่ 1980 กลุ่มมาเฟีย ผู้ค้ายาเสพติด และกลุ่มอาชญากรรมอื่นๆ หันมานับถือนักบุญแห่งความตาย โดยเชื่อว่านักบุญซานตา มัวร์เต นั้นสามารถคุ้มครองให้ผู้คนรอดพ้นจากความตายได้ แต่จะเลือกให้พรเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตท้าทายความตายเท่านั้น พิธีบูชานักบุญแห่งความตายถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ในปี 2001 เมื่อหญิงคนหนึ่งที่มีชื่อว่า Dona Queta. ได้นำโครงกระดูกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนักบุญแห่งความตายออกมาเดินแห่บนท้องถนนในเม็กซิโก ศูนย์กลางการนับถือนักบุญแห่งความตายนั้นอยู่ในย่าน Tepito. ซึ่งถือเป็นย่านฉาวโฉ่ของอาชญากรรมประเภทต่างๆ ขณะที่อาชญากรทั่วไปขอพรให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการลักลอบขนโคเคน ผู้คนทั่วไปขอพรเรื่องความรัก เงิน สุขภาพ และอื่นๆทั่วไป     ซานตา มัวร์เต จะไม่ให้พรแก่ทุกคนที่ขอ แต่จะเลือกเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตท้าทายความตาย และเป็นคนที่ถูกสังคมทอดทิ้งอย่างแท้จริง การบูชาซานตา มัวร์เต จึงเป็นสัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตในโลกที่โหดร้ายทารุณ…

สองตายายถูกจับ พร้อมกัญชามูลค่ากว่า 11 ล้าน มีแผนจะเอาไปเป็นของขวัญคริสต์มาส

คุณตา Patrick Jiron วัย 80 และ คุณยาย Barbara Jiron วัย 83 ถูกตำรวจจับกุมเมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมา ขณะกำลังขนกัญชาที่มีน้ำหนักรวมกันกว่า 27 กิโลกรัม และมีมูลค่ามากถึง $336,000 = 11 ล้านบาท     การถูกจับนั้นก็แสนง่ายดาย เพราะตำรวจสังเกตว่ารถคันที่คุณตาขับ ขับเปลี่ยนเลนโดยไม่เปิดสัญญาณไฟ ตำรวจจึงเรียกให้รถหยุดเพื่อที่จะสอบถามเท่านั้น แต่เมื่อคุณตาเปิดกระจกคุยกับเจ้าหน้าที่ กลิ่นกัญชาก็เตะเข้าไปในจมูกของตำรวจทันที นั่นจึงทำให้การค้นรถเริ่มขึ้น และไม่ต้องค้นกันให้ยาก เพราะท้ายรถกระบะที่คุณตาขับนั้น อัดแน่นไปด้วยกล่องกระดาษที่ด้านในบรรจุกัญชาแยกประเภทไว้เป็นอย่างดี     คุณตาได้แก้ตัวว่า พวกเขาออกเดินทางจากบ้านที่อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และกำลังมุ่งหน้าไปรัฐเวอร์มอนต์ ส่วนกัญชาพวกนี้ไม่ได้มีไว้จำหน่าย เพราะจะเอาไปให้กับคนที่พวกเรารู้จัก เป็นของขวัญวันคริสมาสให้กับพวกเขาเท่านั้นเอง ตำรวจตั้งข้อหาคุณตา – ครอบครองกัญชาด้วยเจตนาที่จะส่งมอบ และไม่มีตราประทับภาษียาเสพติด คุณยาย – ข้อหาสมรู้ร่วมคิด ที่มา – dailymail Ma_noshiG – Ma_nosh…

เซอร์ อัลเฟรด เมฮ์ราน ชายผู้ติดอยู่ในสนามบินนานถึง 18 ปีเต็ม! (1988-2006)

Mehran Karimi Nasseri (เมฮ์ราน คาริมี แนสเซรี) แต่ปัจจุบันได้รับยศแล้วจึงเป็น Sir Alfred Mehran (เซอร์ อัลเฟรด เมฮ์ราน) ชาวอิหร่านที่ต้องใช้ชีวิตในเลาจ์นของสนามบินชาร์ล เดอ โกล ณ กรุง ปารีส อยู่ 18 ปีเต็มๆ ตั้งแต่ปี 26 สิงหาคม 1988 ถึง กรกฎาคม 2006     นั่นเป็นเพราะ แนสเซรีเคยจำคุกสมัยอยู่อิหร่านและถูกเนรเทศออกนอกประเทศ แถมยังทำเอกสารขอลี้ภัยหายจนเดินทางไปประเทศอื่นๆ ในยุโรปไม่ได้ พูดง่ายๆก็คือไร้สัญชาติ นั่นเอง และระหว่างที่ติดอยู่ในสนามบิน เขาก็เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของเขาจนกระทั่งเมื่อปี 2003 สตีเวน สปีลเบิร์ก ผู้กำกับชื่อดังมาเจอเข้าและขอนำเรื่องราวในหนังสือ The Terminal Man ไปสร้างเป็นหนังเรื่อง The Terminal ที่ Tom Hank รับบทเป็นเขา โดยการซื้อเรื่องราวของเขาเพื่อนำไปสร้างเป็นหนังในครั้งนี้ ทำให้ สปีลเบิร์ก…

เน็ตไอดอลชื่อดังพลาด! โพสต์คลิปหยามเจ้าพ่อยาเสพติด ถูกถล่มยิง 18 นัด ดับอนาถ

ฆวน หลุยส์ ลากูนาส โรซาเรส (Juan Luis Lagunas) วัย 17 ปี มีชื่อเสียงโด่งดังบนโลกออนไลน์อย่างมาก เขามีผู้ติดตามบนเว็บไซต์เฟซบุ๊กมากกว่า 1 ล้านคน, บนอินสตาแกรม 300,000 คน และบนทวิตเตอร์อีก 30,000 คน โดยมีจุดเด่นที่หน้าเด็กและอารมณ์ขัน มักโพสต์ภาพล้อเลียนตัวเองที่มีรูปร่างอ้วนอยู่เป็นประจำ     ได้โพสต์คลิปวิดิโอขณะเมา โดยกล่าวล้อเลียนถึง ออเซเกร่า เซวานเตส หรือที่รู้จักกันในชื่อ เอล เมนโช่ (El Mencho) ซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดในเม็กซิโก ผู้มีค่าหัวถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเน็ตไอดอลคนดังได้กล่าวไว้ในคลิปว่า “El Mencho can suck my d**k” หรือ จะมาดูดกะจ๊วบของผมก็ได้นะ     เอล เมนโช่ วัย 51 ปีเป็นหัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติด และเป็นหัวหน้ากลุ่ม นิว…

พบซากเรือดำน้ำที่หายไปใน World War I พร้อมลูกเรือ 35 ชีวิต หลังค้นหานาน 103 ปี

ทีมค้นหาพบซากเรือดำน้ำรุ่น HMAS AE-1 ของกองทัพเรือออสเตรเลียที่หายไประหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่หายไปจากชายฝั่งราบาอุล พร้อมลูกเรือชาวออสเตรเลียและชาวอังกฤษ 35 ชีวิต เมื่อปี 2457 ที่น่านน้ำนอกชายฝั่งเกาะดยุคแห่งยอร์ค ของปาปัวนิวกีนี ลึกลงไปกว่า 300 เมตร หลังใช้เวลาค้นหามากว่า 103 ปี มันถูกพบในน้ำลึกพื้นที่เดียวกันหลังจากปฏิบัติการค้นหาครั้งที่ 13 เริ่มต้นขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยใช้ Fugro Equator เรือค้นหาที่ก็ถูกออสเตรเลียใช้การค้นหาเที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ที่หายไปเช่นกัน     เรือ AE1 ถูกนำเข้าประจำการในเมืองพอร์ทเมาธ์ของอังกฤษในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1914 และเดินทางไปถึงซิดนีย์ในเดือนพฤษภาคม มันมีส่วนร่วมในปฏิบัติการที่นำไปสู่การยึดครองเยอรมันนิวกินี (German New Guinea) ผู้บัญชาการกองทัพเรือออสเตรเลีย พล.ร.ท.ทิม บาร์เร็ต กล่าวว่า เรือดำน้ำถูกตรวจพบด้วยการใช้เทคโนโลยีหลายอย่างรวมถึงเครื่องวัดความเข้มข้นของสนามแม่เหล็ก ยานยนต์ใต้น้ำควบคุมระยะไกล และกล้องส่องน้ำลึก ทำให้การค้นพบครั้งนี้เป็นการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของกองทัพเรือฯ และสามารถแก้ไขปริศนาของการหายไปที่เก่าแก่ที่สุดของออสเตรเลีย นอกจากนี้ เรือดำน้ำลำนี้เป็นเรือลำแรกของฝ่ายสัมพันธมิตรที่สูญหายไปในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 อีกด้วย     มารีส เพย์น…

เจาะลึก! นายพลกอร์ดอน ผู้ที่มีคอลเลคชั่นของสะสมสุดสยอง (หัวชนเผ่าเมารี 35 หัว)

  เจาะลึกประวัติ นายพลกอร์ดอน ผู้มีของสะสมสุดแปลก นั่นคือหัวของชนเผ่าเมารี 35 หัว เชื่อว่าเพื่อนๆคงจะเคยเห็นรูปนี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้ทราบถึงประวัติจริงๆว่านายคนนี้เป็นใคร แล้วหัวที่ถูกแขวนอยู่นี่เป็นหัวของชนเผ่าใด แล้วเพราะเหตุใดเขาถึงต้องสะสมหัวของคนเหล่านี้ไว้ด้วย วันนี้ Flagfrog จะขอเล่าถึงประวัติ รูปภาพอันเป็นที่น่าสงสัยนี้ให้กระจ่างเองครับ     ชายที่เพื่อนๆเห็นคือ Horatio Gordon Robley (นายพลโฮราติโอ กอร์ดอน ร็อบเลย์) 28 มิถุนายน 1840 – 29 ตุลาคม 1930 อายุ 90 ปี ผู้เป็นทั้งทหารฝีมือดีและศิลปินที่ชอบสะสมของแปลก เรื่องราวการสะสมหัวของชนเผ่าเมารีเริ่มขึ้นเมื่อปี 1860 ในตอนนั้นนายพลที่ประจำอยู่ที่อังกฤษต้องย้ายไปประจำการที่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งภารกิจที่ได้รับก็คือการล่าอาณานิคมโดยเฉพาะ… ด้วยความที่ตัวนายพลมีความหลงใหลในศิลปะและมีฝีมือด้านการรบที่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้การล่าอาณานิคมของเขาสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างง่ายดาย โดยศรีษะที่นายพลเลือกที่จะเก็บนั้นจะต้องมีลายสักเท่านั้น ส่วนหัวของชาวเมารีคนอื่นๆก็จะถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ถูกเก็บมา จนกระทั่งปี พ.ศ. 1896 นายพลก็ได้เดินทางกลับอังกฤษพร้อมกับคอลเลคชั่นสุดสยอง ที่มีชื่อว่า “35 mokomokai” (ศรีษะของชนเผ่าเมารี 35 หัว)    …

สหรัฐฯไฟเขียว! อนุมัติสร้าง 3 ไวรัสสุดอันตราย อ้างเพื่อทำการวิจัย จะได้หาทางป้องกัน

วันที่ 19 ธ.ค. 2017 รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกการแบน ในหัวข้อที่ว่า “ห้ามสร้างไวรัสอันตรายที่สามารถทำให้คนตาย” ได้แล้ว โดยอ้างว่า การวิจัยไวรัสเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์และมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อต่อสู้กับการวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วของเชื้อโรค ซึ่งกำลังเป็นภัยต่อสาธารณสุข     โดย DR.Francis Collins (ดร.ฟรานซิส คอลลินส์) ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพแห่งชาติเป็นผู้ประกาศเรื่องดังกล่าว และได้เผยถึงแผนวิจัยอีกด้วยว่า จะมีการวิจัยไวรัสอันตราย 3 ชนิด ซึ่งเขาย้ำว่าการวิจัยจะเริ่มขึ้นต่อเมื่อคณะกรรมการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ตัดสินใจว่า การวิจัยมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง เท่านั้น ไวรัสโรคติดต่ออันตราย 3 ชนิดคือ – ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (influenza) – ไวรัสซาร์ส (SARS) – ไวรัสเมอร์ส (MERS) อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงคัดค้านที่กังวลว่า การวิจัยไวรัสเหล่านี้อาจทำให้เชื้อโรคชนิดใหม่หลุดออกมาจากห้องทดลอง และแพร่กระจายคุกคามคนหลายล้านชีวิต หากไม่มีการเก็บรักษาให้ดี     อย่างเช่นเหตุการณ์เมื่อปี 2014 เจ้าหน้าที่ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) หลายสิบนายได้รับเชื้อไวรัส แอนแทร็กซ์ โดยไม่ได้ตั้งใจ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีข่าวการพบขวดบรรจุไวรัสโรคฝีดาษจำนวนมากถูกเก็บรักษาอย่างไม่ปลอดภัยที่ห้องทดลองของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ…

“ตะขาบยักษ์อเมซอน” สัตว์เลี้ยงยอดนิยม ของนักสะสมสัตว์แปลก! (ดุร้าย รวดเร็ว มีพิษ)

  ตะขาบยักษ์ขาเหลืองเปรู (Peruvian giant yellow-leg centipede) หรือ ตะขาบยักษ์อเมซอน (Amazonian giant centipede) ชื่อวิทยาศาสตร์: Scolopendra gigantea เป็นตะขาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสกุล Scolopendra มีถิ่นกำเนิดอยู่ตอนเหนือและตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ ตามเกาะตรินิแดดและโตเบโก และในจาไมกา เป็นสัตว์กินเนื้อ โดยกินสัตว์เล็กเป็นอาหาร เช่น หนู กบ หรือค้างคาว ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้าย     เมื่อโตเต็มที่จะยาว 26 เซนติเมตร แต่บางครั้งก็สามารถโตได้ถึง 30 เซนติเมตร ร่างกายประกอบด้วย ปล้องจำนวน 21-23 ปล้อง มีสีทองแดงหรือสีแดงอมม่วง แต่ละปล้องมีขาสีเหลืองอ่อน 1 คู่ ทำให้เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและสามารถจับเหยื่อได้แน่นก่อนที่จะฆ่า พวกมันมีเขี้ยวที่เรียกว่า Forcipule เรียงเป็นแนวโค้งอยู่รอบหัว ซึ่งสามารถปล่อยพิษเข้าไปในตัวเหยื่อได้ พิษประกอบด้วยสารอะเซทิลคอลีน ฮิสตามีน เซโรโทนิน ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ ทำให้เกิดแผลเหมือนถูกตัวต่อต่อย แผลจะบวมอย่างรุนแรงและตามด้วยอาการไข้สูง เพราะฉะนั้นหากพบเห็นไม่ควรสัมผัศมันโดยไม่มีเครื่องป้องกันเด็ดขาด โดยทั่วไปพิษตะขาบไม่รุนแรงถึงกับทำให้เสียชีวิตได้…