ผู้เชี่ยวชาญด้านสายลับ – “สายลับตัวจริง กับ สายลับในหนัง มันแตกต่างกันโคตรๆ!”

ดร.วินซ์ ฮอก์ตัน (Dr. Vince Houghton) ผู้ศึกษาและเชี่ยวชาญด้านสายลับทั่วโลกและยังเป้นนักประวัติศาสตร์ประจำพิพิธภัณฑ์ International Spy Museum (พิพิธภัณฑ์สายลับ สถานที่ที่ใช้เก็บรวบรวมเรื่องราวน่าทึ่งของสายลับในชีวิตจริงเอาไว้) ได้ออกมาบอกว่า จริงๆ สายลับที่จะถูกส่งลงภาคสนามนั้นไม่จำเป็นต้องหล่อระดับ เจมส์ บอนด์ หรือ อีธาน ฮันต์ แต่จะเลือกใช้คนที่มีหนังหน้าเข้ากับสถานการณ์และภารกิจที่ทำ การที่จะมานั่งปลอมตัวใส่หน้ากากนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะมันยุ่งยาก อย่างเช่นสายลับที่ส่งไปตะวันออกกลางแล้วใช้สายลับหน้าหล่อประหนึ่ง เพียซ บรอสแนน มันก็เสี่ยงต่อการโดนจับ     ดร.วินซ์ จึงกล่าวติดตลกว่า 007 เป็นสายลับที่แย่มาก แต่กลับกลายเป็นต้นแบบให้สายลับในอุดมคติของคนไปเฉยเลย เขาไม่ค่อยปลอมตัว ชอบโชว์ออฟ ชอบใช้เซ็กส์ในการทำงาน ชอบขับรถเด่นเป็นจุดเตะตาของผู้คนรวมถึงผู้ร้าย 007 คือสายลับที่ห่วย และถ้าสายลับจริงๆ ทำตัวเหมือนเขา อายุไม่ยืนแน่นอน แร๊ง!!!     จริงๆ สายลับรูปหล่อก็มีเยอะแยะ หรือรถหรูๆ ก็มีให้ใช้ในกรณีที่ต้องแฝงตัวไปในสังคมชั้นสูง แต่กฏเหล็กคือห้ามใช้เซ็กส์เป็นตัวล่อ เพราะนั่นคือวิถีของสายลับหญิงจากโซเวียตนิยมใช้กัน แต่พวก CIA ไม่นิยมทำ ทุกภารกิจต้องเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้…

“แมคเกรเกอร์” งานเข้า เผลอไปกระทืบแก๊ง “มาเฟียไอริช” จนถูกตั้งค่าหัว 30 ล้าน!

  Conor McGregor (คอเนอร์ แมคเกรเกอร์) นักชกมากฝีมือชาวไอริช อายุ 29 ปี ที่พึ่งรับเงินไปราวๆ 100 ล้านดอลลาร์ จากการขึ้นชกกับ ฟลอยด์ เมย์เวทเทอร์ จูเนียร์ ดูเหมือนกับว่าชีวิตของแมคเกรเกอร์ตอนนี้ จะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบไม่น่ามีปัญหาเข้ามากวนใจแล้ว เพราะตัวเขานั้นก็ผ่านความยากลำบากมาไม่น้อยเลย แต่ด้วยความเลือดร้อนบวกกับความเป็นไอริชขนานแท้ ทำให้แมคเกรเกอร์ต้องพบเจอปัญหาอีกครั้ง ซึ่งปัญหาในครั้งนี้อาจส่งผลต่อความเป็นความตายของเขาเลยก็ได้ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ได้มีข่าวลือออกมาหนาหูว่า นักชกดาวรุ่งชาวไอริชคนหนึ่ง มีเรื่องชกต่อยกับคนในผับ (3 ลุม 1 ฝ่ายนักชกมี 1) ณ เมืองดับลิน ประเทศไอแลนด์ เรื่องนี้อาจจะจบได้โดยง่ายถ้าคู่กรณีของนักชกคนดังไม่ใช่พ่อของหัวหน้าแก๊ง ค้ายาชื่อดัง Kinahan Cartel หนึ่งในแก๊งที่น่ากลัวที่สุดในประเทศ ว่ากันว่าแก๊งนี้เมื่อสั่งเก็บแล้วงานก็มักจะสำเร็จเสมอ ซึ่งเรื่องนี้น่าจะจริง เพราะจากคำสัมภาษณ์ของ ผู้จัดการที่พยายามบ่ายเบี่ยงไม่ตอบในเรื่องนี้ และ แมคเกรเกอร์ก็ยังคงกวรโอ้ยกับเรื่องนี้ ทั้งในตอนที่ให้สัมภาษณ์ และตอนที่ลงรูปพร้อมแคปชั่นกวนๆ สำนักข่าว Irish Sun ได้รายงานว่า ทางแก๊งได้เรียกร้องเงินค่าทำขวัญกับแมคเกรเกอร์กว่า $1…

ธรรมเนียมน่ารักๆ “ฝากกาแฟ” ไว้ให้คนไร้บ้าน เกิดขึ้นที่อิตาลี ก่อนจะส่งเอฟเฟคไปทั่วโลก

  Suspended coffee คือธรรมเนียมการสั่งกาแฟทิ้งไว้คนแปลกหน้าที่แพร่หลายในหมู่วงการร้านกาแฟในปัจจุบัน เล่ากันว่ามีต้นกำเนิดจากร้านกาแฟชื่อ 150 Café ในเมืองเนเปิลส์ (ร้านแห่งนี้เปิดมานานกว่า 100 ปีแล้ว) โดยลูกค้าที่มีน้ำใจสามารถสั่งกาแฟทิ้งไว้ให้บรรดาคนไร้บ้าน หรือคนด้อยโอกาสที่อยากกินกาแฟในวันอากาศหนาวเย็น “มันเป็นสิ่งที่สวยงามมาก ลูกค้าทุกคนจะเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับสั่ง caffè sospeso ไว้ให้กับผู้อื่น” – บาริสต้า กล่าว   จนกระทั่งเรื่องราวของวัฒนธรรมนี้ได้เดินทางมาถึงประเทศของเรา ผมจำไม่ได้ว่ามียอดแชร์เท่าไหร่ แต่เชื่อว่าทุกคนที่กดเข้ามาอ่านน่าจะเคยเห็นโพสท์นั้นผ่านๆตากันมาก่อนแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีเพียง Suspended coffee  ที่ทำให้เรารู้สึกชุ่มช่ำหัวใจ เพราะยังมีคนอีกมากมายที่ทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ (และถึงแม้ว่าพวกเขาจะโด่งดังมาด้วยการทำแบบนี้ แต่ก็ไม่เห็นผิดแปลกอะไร เพราะทำความดีเพื่อโชว์ก็ย่อมดีกว่า คนที่ไม่ทำอะไร วันๆคอยจ้องที่จะจับผิดคนอื่น) เช่น     Broward Wash House ร้านซักรีดเล็กๆแห่งหนึ่ง กลายเป็นร้านชื่อดังในโลกโซเชียลทันที เมื่อมีคนแชร์ภาพหน้าร้าน ซึ่งติดป้ายเล็กๆ เขียนข้อความสั้นๆ ด้วยลายมือว่า “ซักให้ฟรี สำหรับคนตกงานที่อยากได้ชุดสะอาดๆ ใส่ไปสัมภาษณ์งาน”     ช่างตัดผมฝีมือดี มาร์ค…

สาวน้อยวัย 12 ขวบ ยื่นฟ้อง “รัฐบาลสหรัฐฯ” ข้อหาพยายามทำให้ “กัญชา” ผิดกฎหมาย!

  Alexis Bortell สาวน้อยวัย 11 ขวบ ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐ ที่พยายามทำให้กัญชาเป็นสิ่งผิดกฏหมายของประเทศ สาเหตุที่หนูน้อยและอีก 4 ครอบครัวตัดสินใจยื่นฟ้องก็เพราะ หนูน้อยอเล็กซิส ป่วยเป็นโรคลมชักขั้นรุนแรง ถึงแม้ว่าครอบครัวของอเล็กซิสจะเดินทางไปรักษายังที่ต่างๆมากมายแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น จึงทำให้พ่อแม่ตัดสินใจลองยาตัวใหม่ ที่สกัดมาจากกัญชาจนได้สาร THC เข้มข้น (อนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะในทางการแพทย์เท่านั้น)     และหลังจากที่ใช้ยาตัวนี้ ก็ทำให้อเล็กซิสไม่มีอาการชักมาแล้ว 2 ปี แต่ก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลก เพราะ Jeff Sessions อัยการสูงสุดของสหรัฐ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย เสนอผลักดันให้กัญชาเป็นยาเสพติดประเภท 1 ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้เป็นยารักษา หรือแม้แต่จะทำการทดลองใดๆก็ไม่ได้ ด้วยประโยคเด็ดว่า – “คนดีๆเค้าไม่สูบกัญชากันหรอก”     เหตุนี้เองจึงทำให้ครอบครัวของ อเล็กซิส ไม่รอช้าที่จะยื่นฟ้องต่อศาลแห่งเมืองนิวยอร์กทันที เพราะพวกเขาต้องรักษาชีวิตของลูกตัวเองไว้ให้ถึงที่สุด – “ไม่ว่าเราจะให้ข้อมูล และประโยชน์ของมันมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะใช้อคติมาปิดกั้นอยู่เสมอ พวกเขาไม่เข้าใจหรอกว่าเด็กที่ป่วยเป็นโรคลมชักขั้นรุนแรงมันทรมานขนาดไหน พวกเราไม่สามารถเดินทางไปที่ไกลๆได้ แค่จะไปเที่ยวอุทยานยังไปไม่ได้เลย แล้วนี่พวกคุณจะมาทำให้ยาตัวนี้ผิดกฏหมายอีกหรอ?” ที่มา – yournewswire…

ตำรวจบัลแกเรียรวยแสนล้าน! หลังยึด Bitcoin ของโจร ได้กว่า 200,000 เหรียญ BTC

รัฐบาลบัลแกเรีย เป็นเจ้าของ Bitcoin จำนวนกว่า 200,000 BTC ที่ได้มาจากการยึดของโจร     เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2017 ทางการบัลแกเรียจับกุมอาชญากร 23 ราย ที่เป็นขบวนการเจาะระบบของหน่วยงานศุลกากรบัลแกเรียเพื่อเลี่ยงภาษีนำเข้าสินค้า (คือการเจาะเข้าไปเพื่อแก้ไขตัวสินค้าว่า สินค้าของพวกเขานั้นได้ทำการตรวจสอบและเสียภาษีเรียบร้อยแล้ว) ซึ่งหนึ่งในของกลางที่ยึดได้คือ Bitcoin จำนวน 213,519 BTC ถ้าประเมินมูลค่าของ Bitcoin ก้อนนี้ตามราคาปัจจุบัน (ราว 16,793 ดอลลาร์ต่อ BTC) ก็เท่ากับว่ารัฐบาลบัลแกเรียเป็นเจ้าของสินทรัพย์มูลค่าถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์ (1.1 แสนล้านบาท) เลยทีเดียว รัฐบาลบัลแกเรียปฏิเสธไม่ให้ความเห็นในเรื่องนี้ บอกแค่ว่าคดียังอยู่ในกระบวนการสอบสวน ที่มา – selec Ma_noshหากคุณอยากเห็นวิถีชีวิตสุดขี้เกียจ ของผู้บริหารที่นอนตีสี่ตื่นเที่ยง ก็สามารถเข้าไปส่องได้เลยที่ iG – Ma_nosh ก่อตั้ง 19 ตอนนี้ 23 เขียนไปแล้วประมาณ 10,000 เรื่อง…

โซลตั้งหน่วย “เด็ดหัวผู้นำ” เพื่อลอบสังหารผู้นำเกาหลีเหนือ ในกรณีที่สงครามเกิดขึ้นจริง

จากรายงานของเว็บไซต์ independent กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ได้ประกาศในวันพุธ ที่ 8 ธ.ค. ว่า มีการใช้งบไปแล้วกว่า 340 ล้านวอน หรือ 310,000 ดอลลาร์ (เงินจำนวนนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียว จากงบทั้งหมดที่กระทรวงกลาโหมได้ประจำปี 40,000 ล้านดอลลาร์) ให้กับหน่วยงานใหม่ที่มีชื่อว่า “หน่วยเด็ดหัวผู้นำ”     เงินที่ได้รับจะถูกนำไปซื้อยุทโธปกรณ์สำหรับหน่วยรบพิเศษ… ซึ่งยุทโธปกรณ์ที่ว่าจะร่วมไปถึง อากาศยานโดรนสำหรับปฏิบัติการฆ่าตัวตาย ปืนกึ่งอัตโนมัติ โดรนสอดแนม และเครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ หน่วยงานเด็ดหัวผู้นำ ถูกจัดตั้งโดยกองทัพเกาหลีใต้ภายใต้กองบัญชาการบสงครามพิเศษ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมานี้เอง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ทีมที่จะมาสังกัดจะ เป็นนายทหารที่ได้รับการฝึกการรบพิเศษราว 1,000 นายจะเข้าประจำการ ซึ่งพบว่าเป็นการเลียนแบบมาจากกองกำลังรบพิเศษสหรัฐฯหน่วยต่างๆ ได้แก่ หน่วยทหารเรนเจอร์ หน่วยทหารเดลต้า ฟอร์ซ หน่วยซีล ทีมที่ 6 และหน่วยรบพิเศษกรีนเบอเรต์ เป็นต้น     หน่วยนี้จะเริ่มทำงานทันที หากการเจรจาสงครามนิวเครียร์ระหว่าง เกาหลีเหนือและสหรัฐ ได้เริ่มขึ้น หน้าที่หลักๆไม่ได้มีเพียงแค่ลอบสังหาร คิม จอง…

เปิดบันทึก “คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส” นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ เผยเคยเจอ “นางเงือก” ตัวเป็นๆ

  Christopher Columbus (คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส) นักสำรวจผู้้ยิ่งใหญ่ ชาวอิตาลี ชายผู้นี้คือผู้ค้นพบทวีปอเมริกา จากบันทึกการเดินทางเล่มหนาที่เขาได้เขียนเป็นไดอารี่ไว้ 1 ใน หลายพันเรื่องที่น่าสนใจไม้แพ้การเอาชีวิตรอดในทะเลก็คือเรื่องของ นางเงือก ที่บอกได้เลยครับว่า นางเงือกในเวอร์ชั่นของ โคลัมบัส นั้น หักมุมสุดๆ เมื่อปี ค.ศ. 1493 ขณะที่ ‘คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส’ กำลังแล่นเรือเดินทางรอนแรมอยู่กลางทะเลแคริบเบียนอันกว้างใหญ่ บริเวณไม่ไกลจากเกาะฮิสปันโยลา (ปัจจุบันคือประเทศเฮติและสาธารณรัฐโดมินิกัน) เขาได้พบกับนางเงือก 3 ตัว ที่กำลังแหวกว่ายอยู่รอบๆ โดยนางเงือกที่เขาเห็นนั้นแตกต่างกับในตำนานลิบลับ ตามบันทึกเล่าว่า “เงือกทั้งสามตนมีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว และชวนสยดสยองเป็นอย่างมาก ครึ่งบนก็แลดูเหมือนผู้ชายมากกว่าที่จะเป็นผู้หญิง ไม่เห็นเหมือนกับที่เคยจินตนาการเอาไว้เลย!”     และด้วยบันทึกนี้ทำให้ความคิดที่ว่านางเงือกจะต้องเป็นสาวสวยแสนใจดี ที่คอยร้องเพลงกล่อมลูกเรือให้คลายเหงาระหว่างเดินทาง กลายเป็นนางเงือกที่สามารถแปลงกายเป็นสาวสวยได้ แต่แท้จริงแล้วพวกนางกลับมีร่างที่แท้จริงเป็นปีศาจน่ากลัวพร้อมกับมีนิสัยดุร้ายคอยจ้องที่จะกินเนื้อมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญต่างหาคำตอบให้กับเรื่องนี้กันยกใหญ่ บ้างก็ว่าสิ่งที่โคลัมบัสเห็นอาจจะเป็น “พะยูนหางกลม (Manatee)” หรือ “วัวทะเลชเตลเลอร์ (Steller’s Sea Cow)” ก็เป็นได้! แต่ก็มีฝั่งที่เชื่อโคลัมบัส…

เจ้าชายซาอุฯ จ่ายแล้ว 3.2 หมื่นล้าน แลกอิสระจากคดีคอรัปชั่น! (หลังถูกขังในรร. 5 ดาว)

  หนึ่งในเชื้อพระวงศ์อาวุโสของซาอุดิอาระเบีย ที่ถูกจับกุมตัวในข้อหาคอรัปชั่นยอมจ่ายเงินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ให้กับรัฐบาลเพื่อแลกกับการปล่อยตัวเป็นอิสระ ทางการซาอุดิอาระเบีย เปิดเผยว่า เจ้าชาย มีเต็บ บิน อับดุลลาห์ หนึ่งในเชื้อพระวงศ์และเจ้าหน้าที่กว่า 100 คน ซึ่งถูกตำรวจควบคุมตัวตามนโยบายกวาดล้างคอรัปชั่น ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ หลังจากตกลงที่จ่ายเงินมากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ หรือ กว่า 32,000 ล้านบาท เป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการทุจริตงบประมาณภาครัฐซึ่งพระองค์มีส่วนรู้เห็น และได้ตกลงยอมรับว่ากระทำความผิดในข้อหาคอรัปชั่นจริงตามที่ถูกกล่าวหา สาเหตุที่ซาอุฯ ใช้วิธีแบบนี้ ด้านนักวิเคราะห์เชื่อว่า เป็นเพราะกระบวนการยุติธรรมในประเทศใช้เวลานานเกินไป และเป็นเรื่องยากที่จะได้เงินจำนวน 20,000ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 600,000 ล้านบาท ที่ถูกทุจริตหรือยักยอกไปคืนกลับมา คาดว่า วิธีการนี้อาจช่วยให้รัฐบาลซาอุฯ ได้เงินมากถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3 ล้านล้านบาท โดย มีรายงานว่า เชื้อพระวงศ์อีกกว่า 10 พระองค์ ที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาคอรัปชั่นยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับการปล่อยตัวเช่นกัน ที่มา – theguardian Ma_noshหากคุณอยากเห็นวิถีชีวิตสุดขี้เกียจ ของผู้บริหารที่นอนตีสี่ตื่นเที่ยง…

นึกว่าหนัง! หน่วยสืบราชการลับ MI5 สกัดแผนลอบสังหารนายกอังกฤษฯ เทเรซา เมย์

  ตำรวจและหน่วยสืบราชการลับเชื่อว่าคนร้ายกลุ่มนี้มีแผนสร้างสถานการณ์ โดยใช้วิธีระเบิดพลีฉีพ โจมตีบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ซึ่งเป็นที่พักของนายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ก่อนอาศัยจังหวะชุลมุนเพื่อเข้าถึงตัวและทำการสังหารผู้นำหญิงคนดัง แต่แผนก็ไม่สำเร็จเพราะ นายไนอิมูร์ ซาคาริยาห์ เราะห์มาน อายุ 20 ปี และนายโมฮัมเหม็ด อาคิบ อิมรอน อายุ 21 ปี ถูกจับได้เสียก่อน เพราะตั้งแต่ที่ก้าวเข้าสู่ประเทศก็ถูกหน่วยสืบราชการลับติดตามเฝ้าดูอยู่ทุกฝีก้าวเป็นเวลาหลายสัปดาห์ – เราะห์มานถูกจับได้ที่กรุงลอนดอน – อิมรอนถูกจับในเมืองเบอร์มิงแฮม ทั้งสองถูกแจ้งข้อหาวางแผนก่อการร้าย และถูกนำตัวขึ้นศาลเขตเวสต์มินสเตอร์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว     นายแอนดรูว์ พาร์คเกอร์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองภายใน MI5 แจ้งต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารว่า แผนลอบสังหารนายกรัฐมนตรีเมย์ เป็น 1 ใน 9 แผนโจมตีที่หน่วยข่าวกรองสกัดได้ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และแม้ไอเอสพ่ายแพ้ในอิรักและซีเรีย แต่ภัยคุกคามจากไอเอสได้ขยายไปพื้นที่ใหม่ๆ โดยสมาชิกใช้สื่อสังคมออนไลน์ปลุกระดมให้สาวกลงมือโจมตีในอังกฤษและในประเทศอื่น อังกฤษเผชิญก่อการร้าย 5 ครั้งในปีนี้ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 36…

ปรากฏการณ์ “การตายอย่างโดดเดี่ยว (โคโดคูชิ)” ที่ตอนนี้เป็นปัญหาระดับชาติของญี่ปุ่น

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ชายชราวัย 80 ปีคนหนึ่งถูกพบศพหลังจากเสียชีวิตนานกว่าหนึ่งเดือนภายในห้องพักกลางกรุงโตเกียว เหตุการณ์น่าสลดใจเช่นนี้มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นมากขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ที่ประชากรเกือบหนึ่งในสี่เป็นผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว     “โคโดคูชิ” หรือ การตายอย่างโดดเดี่ยว ที่กำลังเป็นปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศญี่ปุ่นมีผู้สูงอายุมากกว่า 127 ล้านคน (ประชากรอายุเกิน 65 ปี มีสัดส่วนถึง 27.7%) และชาวญี่ปุ่นในวัยกลางคนจำนวนมาก ล้มเลิกความพยายามหาคู่ครอง แต่เลือกอยู่โดยลำพังแทน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นส่วนผสมของวัฒนธรรรมอันเป็นเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่น ตลอดจนปัจจัยด้านสังคมและโครงสร้างประชากร ไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการว่า คนที่เสียชีวิตลำพังโดยไม่มีใครรู้จนล่วงไปหลายวัน หรือหลายสัปดาห์ มีจำนวนเท่าใดแน่ แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ประเมินว่า ราว 3 หมื่นคนต่อปี (ปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียวมากกว่า 5 ล้านคนทั่วญี่ปุ่น โดยจำนวนนี้คือคนที่อยู่คนเดียวจริงๆ ไม่มีญาติพี่น้องมาดูแลเลย)     เชื่อว่าตัวเลขแท้จริง น่าจะสูงกว่านี้ 2 – 3 เท่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างขนานใหญ่ แต่เครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมของประเทศปรับตัวไม่ทัน ภาระดูแลผู้สูงอายุยังอยู่กับครอบครัวเป็นหลัก คัตทึฮิโกะ ฟูจิโมริ ผู้เชี่ยวชาญด้านสวัสดิการ จากสถาบันวิจัยและข้อมูลมิซูโฮ…