คลีโอพัตรา ไม่ได้สวยอย่างที่คิด? แต่ที่ถูกยกให้เป็นผญที่สวยที่สุดในโลกก็เพราะ ความฉลาด

คลีโอพัตราที่ 7 (Cleopatra VII) สตรีผู้นี้คือนางพญาองค์สุดท้ายแห่งอียิปต์โบราณ ก่อนที่อาณาจักรอันเกรียงไกรนี้จะกลายเป็นเพียงแค่แคว้นหนึ่งของจักรวรรดิโรมันในช่วงประมาณ 30 ปีก่อนคริสตกาล นางมิใช่คนอียิปต์ ทว่าเป็นชาวกรีก มีสตรีใช้ชื่อคลีโอพัตราก่อนหน้านางถึงหกคน แต่ก็ไม่มีใครที่โด่งดังเท่าพระนางคลีโอพัตราที่ 7 อีกแล้ว ราชินีแห่งอียิปต์ถูกกล่าวขานถึงความงามที่เธอมีเหนืออผู้ใด ซึ่งปรากฏให้เห็นได้จากงานศิลปะต่างๆที่สื่อถึงตัวเธอ อันมีมาต่อเนื่องยาวนานแม้ว่าเธอจะได้จากโลกนี้ไปนานนับพันปี ตำนานความงามของเธอส่วนหนึ่งมาจากเรื่องราวที่เธอทำให้ผู้นำที่ทรงอำนาจของโรมันถึงสองคนคือจูเลียส ซีซาร์ และมาร์ก แอนโทนี ต้องหมอบราบให้กับเธอ ความงาม เสน่ห์แห่งเรือนร่าง หรือความปราดเปรื่องของพระนางกันแน่ที่ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมยิ่งใหญ่ขึ้นในประวัติศาสตร์ให้โจษจันเล่าขานกันสืบมา   คลีโอพัตรา หน้าตาสวยจริงหรือไม่? งานเขียน   เว็บไซต์ Heritage daily ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ความงามที่ร่ำลือกันของคลีโอพัตรานั้นมีพื้นฐานที่น่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด หากอาศัยหลักฐานที่ปรากฏตามประวัติศาสตร์มาพิจารณาประกอบ งานเขียนของนักประวัติศาสตร์ชาวโรมัน คาสซีอุส ดิโอ (Cassius Dio) ซึ่งมีขึ้นหลังการจากไปของคลีโอพัตรากว่า 200 ปี กล่าวว่า คลีโอพัตราเป็น “หญิงที่งามเกินกว่าความงามใดๆ” เป็นผู้ที่แค่ “ได้มองเห็นก็ถือเป็นบุญตา” ขณะที่พลูตาร์ก (Plutarch) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกได้เขียนถึงคลีโอพัตราก่อนหน้าดิโอนับร้อยปีว่า “ความงามของเธอ…ใช่ว่าจะหาผู้ใดเปรียบมิได้ หรือจะทำให้ผู้ใดตื่นตะลึงได้เพียงแค่เห็นหน้าเธอ” อย่างไรก็ดี…

ทหาร SAS ปะทะไอซิสจนกระสุนหมด-บุกเดี่ยวฟันหัวขาด-ขโมยปืนและระเบิดฆ่าจนหน่วยชนะ

  หน่วยรบพิเศษอังกฤษ SAS(British Special Air Service) มีคำขวัญประจำหน่วยว่า “Who dares wins” หรือ “ผู้ที่กล้าเท่านั้นที่จะชนะ” โดนกลุ่มไอซิสดักซุ่มโจมตีในอัฟกานิสถาน ยิงต่อสู้ดวลกันนานถึง 6 ชม. จนกระสุนหมด แต่ก็ยังสามารถใช้ทักษะชั้นเชิงในการต่อสู้อย่างเยี่ยมยอด คว้าจอบฟันใส่คอของนักรบไอซิสคนหนึ่งจนหัวขาดกระเด็น จากนั้นทหารหน่วยรบพิเศษนายนี้ยังได้ฉวยใช้ปืนและระเบิดของนักรบไอซิสที่ตายไป นำมาปลิดชีพกลุ่มไอซิสตายไปได้อีกหลายราย เหตุการณ์สู้รบอย่างดุเดือดครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อ 6 สัปดาห์ก่อน ในอัฟกานิสถาน โดยกำลังทหารหน่วยรบพิเศษ ​SAS ของอังกฤษที่ถูกส่งมาปฏิบัติภารกิจปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน ได้ถูกกลุ่มมือปืนไอซิส ซึ่งมีอาวุธปืนเพียบพร้อม รวมทั้งปืนไรเฟิล ดักซุ่มโจมตี     ทหารหน่วย SAS ที่ถูกกลุ่มไอซิสดักซุ่มโจมตีนี้ ได้วิทยุแจ้งขอความช่วยเหลือ เพราะไม่อยากโดนจับเป็นเชลย (โดนจับก็คือการตายทั้งเป็นเพราะจะถูกทรมานแสนสาหัส) และพร้อมจะขอสู้จนตาย ขณะเดียวกันกองกำลังสหรัฐฯ ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์อปาเช่ 2 ลำมาช่วยทหารหน่วย SAS ต่อสู้กับกลุ่มไอซิส ที่เกิดขึ้นทางภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน คำให้สัมภาษณ์ของ ฮีีโร่ ที่ใช้จอบฟันหัวขาด – “พวกเรารู้อยู่แล้วว่า วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายของพวกเรา…

สุดยอดความดาร์ค ของสิ่งที่ซื้อขายกันในตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก! (เลือด,คน,ไสยศาสตร์)

Marche Des Feticheurs  เป็นตลาดมืดที่ขายของผิดกฏหมาย สถานที่ตั้งอยู่ที่เมืองโลเม เมืองหลวงของประเทศโตโก ในทวีปแอฟริกา ซึ่งตลาดมืดแห่งนี้ถูกยกให้เป็น “ตลาดค้าขายเครื่องรางของขลังที่ใหญ่ที่สุดในโลก”   ภายในตลาดแห่งนี้เต็มไปด้วยร้านค้าแผงลอยที่ขายเครื่องรางของขลังแปลกๆมากมาย อาทิเช่น หัวสุนัข ตุ๊กตาวูดู กระดูกช้าง หางนกอินทรีย์สดๆ หัวม้า หัววัว หัวงูเห่า หัวลิง หัวแมวที่ตายแล้ว หัวกระโหลกของมนุษย์ รวมถึงยาพิษ จึงทำให้ที่นี่เป็นสวรรค์ของนักไสยศาสตร์และผู้มีความเชื่อเกี่ยวกับเวทมนต์คาถาต่างๆ อย่างแท้จริง!     และก็แน่นอนครับว่าสินค้าเหล่านี้ไม่ใช่ของถูกกฎหมาย แต่ก็เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศยากจนที่มักมีของแปลกๆ แบบนี้มาวางขายตามท้องถนน โดยมีกลุ่มอิทธิพลหนุนหลังอยู่ แต่ในอีกมุมหนึ่ง สิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้ก็กลายเป็นผลดีต่อการท่องเที่ยวอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะกับบรรดาคนที่กำลังมองหาสินค้าและวัฒนธรรมเฉพาะตัวของแต่ละประเทศ     Emanuela Grieco ช่างภาพที่ถ่ายภาพเหล่านี้บอกว่า – “มีสินค้าเกี่ยวกับเวทยนต์และไสยศาสาตร์ทุกอย่างให้เราได้เลือกสรรค์ นับๆดูแล้วน่าจะมีสัตว์สัก 1,000 ชนิดได้”   ค้าเลือด     แต่สิ่งที่น่าตกใจกับของที่วางขายอยู่ในตลาดแห่งนี้ที่สุดก็คือ เมื่อปี 2014 ตลาดมืดแห่งนี้มีการวางขายเลือดของผู้รอดชีวิตจากเชื้ออีโบลา โดยมีการวางขายกันอย่างกว้างขวางและทำเงินได้อย่างมหาศาล เพื่อนำไปฉีดให้แก่ผู้ป่วยที่กำลังติดเชื้อ เนื่องจากเชื่อกันว่าเลือดของผู้ที่หายจากอีโบลา มีแอนติบอดี…