ความเหงา ทำร้ายเรา มากกว่าที่คิด…

ความเหงา เป็นอีกหนึ่งความรู้สึกที่ทุกคนต่างต้องประสบพบเจอกันในชีวิตของตัวเอง ซึ่งแต่ละคนนั้นก็จะมีความมากและน้อยแตกต่างกันไป รวมถึงระยะเวลาที่มันอยู่กับแต่ละคนก็จะต่างกันไปด้วย แต่ว่าความรู้สึกเหงานั้นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาลอยๆ เพราะงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโก ที่ศึกษากันมาตั้งแต่ปี 2006 จะมาช่วยอธิบายให้เพื่อนๆ ได้เข้าใจว่า แท้จริงแล้ว ความเหงาของเรานั้นเกิดขึ้นจากอะไร?     งานวิจัยของ Stephanie Cacioppo และ Hsi Yuan Chen นักประสาทวิทยาที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Personality and Social Psychology Bulletin โดยทีมวิจัยได้ใช้เวลานานกว่า 11 ปี ในการเก็บข้อมูลระดับความรู้สึกเหงา จำนวน 230 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 50 – 68 ปี จากการเก็บข้อมูลเป็นประจำทุกปี ทีมวิจัยพบว่า คนที่มีอาการของความเหงาเพิ่มขึ้นจะมีนิสัยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมากขึ้นตามไปด้วย และคนที่มีนิสัยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว ก็มีระดับความเหงาที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนกว่าคนทั่วไปอีกด้วย พอจะชี้ให้เห็นได้ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อระดับความเหงาโดยตรง ก็คือลักษณะนิสัยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง(Self-Centered) นั่นเอง (ความเหงาทำร้ายสุขภาพ พอๆกับการสูบบุหรี่ 15 มวน ต่อวัน)    …

เกาหลีเหนือ “ทดสอบนิวเคลียร์” ครั้งล่าสุด…ทำอาฟเตอร์ช็อก จนเปลือกโลกเคลื่อนตัว!

  เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2017 เว็บไซต์เดอะการ์เดียนรายงานว่า สำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา หรือยูเอสจีเอส ระบุถึงแรงสั่นสะเทือนแม็กนิจูด 2.9 และ 2.4 ที่ตรวจพบบริเวณหุบเขาเมืองพุงกเยรี ซึ่งเกาหลีเหนือใช้เป็นสถานที่ทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 ว่าน่าจะเป็นอาฟเตอร์ช็อกที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนตัวกลับเข้าที่ของเปลือกโลก เนื่องจากแรงระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์นั้นมีอานุภาพทำให้เปลือกโลกเคลื่อนตัว โดยแรงสั่นสะเทือนในลักษณะนี้ตรวจพบมาแล้วหลายครั้งนับตั้งแต่การทดสอบระเบิดดังกล่าวของเกาหลีเหนือ     วันเดียวกัน นายเจฟฟรีย์ เฟลต์แมน ผู้แทนสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ซึ่งเดินทางไปเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ ถือเป็นการเยือนของบุคลากรยูเอ็นระดับสูงครั้งแรกในรอบกว่า 6 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี โดยนายเฟลต์แมน ไม่ได้เข้าพบหารือกับนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ แต่นายเฟลต์แมน เรียกร้องให้เกาหลีเหนือรักษาช่องทางการสื่อสารไว้ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความเข้าใจผิดและอาจนำไปสู่สงครามรุนแรงได้ สื่อจีนออกมาแนะนำ วิธีเอาชีวิตรอด หากถูกโจมตีด้วยนิวเคลียร์จริงๆ ด้วยความเป็นห่วงประชาชนในประเทศ หนังสือพิมพ์จี๋หลินเดลี่ของทางการรัฐจี๋หลิน ประเทศจีน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายแดนเกาหลีเหนือ ตีพิมพ์บทความเต็มหน้าอธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง อาวุธนิวเคลียร์กับอาวุธแบบเดิม และแนะนำให้ประชาชนรู้จักวิธีป้องกันตนเองหากเกิดการโจมตี โดยเนื้อหาย่อๆมีดังนี้ อาวุธนิวเคลียร์มีรูปแบบการทำลายล้าง 5 รูปแบบคือ 1.รังสีแสง 2.คลื่นระเบิด 3.รังสีนิวเคลียร์ขั้นต้น 4.การปลดปล่อยพลังแม่เหล็กไฟฟ้า…

ผู้เชี่ยวชาญด้านสายลับ – “สายลับตัวจริง กับ สายลับในหนัง มันแตกต่างกันโคตรๆ!”

ดร.วินซ์ ฮอก์ตัน (Dr. Vince Houghton) ผู้ศึกษาและเชี่ยวชาญด้านสายลับทั่วโลกและยังเป้นนักประวัติศาสตร์ประจำพิพิธภัณฑ์ International Spy Museum (พิพิธภัณฑ์สายลับ สถานที่ที่ใช้เก็บรวบรวมเรื่องราวน่าทึ่งของสายลับในชีวิตจริงเอาไว้) ได้ออกมาบอกว่า จริงๆ สายลับที่จะถูกส่งลงภาคสนามนั้นไม่จำเป็นต้องหล่อระดับ เจมส์ บอนด์ หรือ อีธาน ฮันต์ แต่จะเลือกใช้คนที่มีหนังหน้าเข้ากับสถานการณ์และภารกิจที่ทำ การที่จะมานั่งปลอมตัวใส่หน้ากากนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะมันยุ่งยาก อย่างเช่นสายลับที่ส่งไปตะวันออกกลางแล้วใช้สายลับหน้าหล่อประหนึ่ง เพียซ บรอสแนน มันก็เสี่ยงต่อการโดนจับ     ดร.วินซ์ จึงกล่าวติดตลกว่า 007 เป็นสายลับที่แย่มาก แต่กลับกลายเป็นต้นแบบให้สายลับในอุดมคติของคนไปเฉยเลย เขาไม่ค่อยปลอมตัว ชอบโชว์ออฟ ชอบใช้เซ็กส์ในการทำงาน ชอบขับรถเด่นเป็นจุดเตะตาของผู้คนรวมถึงผู้ร้าย 007 คือสายลับที่ห่วย และถ้าสายลับจริงๆ ทำตัวเหมือนเขา อายุไม่ยืนแน่นอน แร๊ง!!!     จริงๆ สายลับรูปหล่อก็มีเยอะแยะ หรือรถหรูๆ ก็มีให้ใช้ในกรณีที่ต้องแฝงตัวไปในสังคมชั้นสูง แต่กฏเหล็กคือห้ามใช้เซ็กส์เป็นตัวล่อ เพราะนั่นคือวิถีของสายลับหญิงจากโซเวียตนิยมใช้กัน แต่พวก CIA ไม่นิยมทำ ทุกภารกิจต้องเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้…

มารู้จักกับ “Black Rain Frog (เจ้ากบหน้าหงุดหงิด)” สิ่งมีชีวิตที่มีนิสัย ตรงข้ามกับหน้าตา

Black Rain Frog มีชื่อไทยว่า กบฝนดำแห่งแอฟริกา อยู่ในวงศ์ Brevicipitidae family ไม่พบในประเทศไทย เป็นกบที่พบเฉพาะในแอฟริกาใต้เท่านั้น และพื้นที่ป่าในเขตร้อน มันมีกลิ่นตัวที่ค่อนข้างเหม็น เจ้ากบชนิดนี้มักจะขุดหลุมเพื่ออยู่อาศัย ลึกประมาณ 15 ซม. เพื่ออยู่อาศัย (มีผมคนเดียวรึเปล่าที่รู้สึกว่ากบชนิดนี้เหมือนอโวคาโดมาก ฮ่าๆๆ)

 

 

บนหลังของกบชนิดนี้ (เฉพาะตัวเมียเท่านั้น) จะมีสาที่มีความเหนียวหนึบออกมาจากหลังของมัน นั่นก็เพื่อทำให้ตัวผู้ไม่ลื่นไถลลงมาในขณะที่พวกมันกำลังปั่มปั๊มกันอยู่นั่นเอง เพราะตัวของพวกมันลื่นมากๆ

 

 

เจ้ากบชนิดนี้มีกลไกการป้องกันตัวที่น่ารักสุดๆ เมื่อไหร่ที่พวกมันรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคาม พวกมันจะพองตัวเพื่อทำให้พวกมันดูตัวใหญ่น่าเกรงขาม นั่นอาจจะน่ากลัวในสายตาสัตว์ แต่สำหรับมนุษย์ยิ่งมันทำแบบนี้ก็ยิ่งทำให้มันน่ารักตุ้ยนุ้ยมากขึ้นไปอีก ฮ่าๆๆ และบางครั้งพวกมันจะทำแบบนี้ตอนอยู่ในหลุม ทำให้สัตว์ที่จะมาจับมัน ไม่สามารถดึงมันออกมาจากหลุมได้นั่นเอง

ดั่งคำกล่าวที่ว่า “รู้หน้าไม่รู้ใจ” จริงๆ เพราะถึงแม้ว่าใบหน้าของกบชนิดนี้จะบึ้งตึงคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลา แต่นิสัยจริงๆของมันกลับน่ารักมาก เพราะมันเป็นสัตว์รักเดียวใจเดียว ตัวผู้ชอบเอาใจใส่ตัวเมียด้วยการออกไปหาอาหารและปกป้องครอบครัวของพวกมันเวลามีภัย แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย เพราะกบชนิดนี้ใกล้สูญพันธุ์เต็มที จากปัญหาการบุกรุกป่าของมนุษย์และสภาวะอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

iG – Ma_nosh ก่อตั้ง 19 ตอนนี้ 23