เร่งล่าโจรขโมย “ตุ๊กตายาง” ตัวละ 150,000 บาท “Limited แบบนี้พี่อดใจไม่ไหวจริงๆ”

  เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา 6 โมงเช้าวันอาทิตย์  ได้เกิดเหตุปล้นร้านขายของเล่นผู้ใหญ่ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย โดยขโมยเลือกที่จะขโมยสินค้าเพียงสิ่งเดียว นั่นคือ ตุ๊กตายางชื่อว่า Dorothy (โดโรธี) ที่มีราคาสูงถึง $4,500 – $5,000 ดอลลาร์ (150,000 บาท) โดยสัดส่วนของตุ๊กตาตัวนี้เรียกได้ว่ามีึความคล้ายคลึงกับมนุษย์ค่อนข้างมาก ส่วนสูง 168 ซม. และขนาดหน้าอกที่น่าจะประมาณ 600 ซีซี     โดยกล้องวงจรปิด สามารถจับภาพชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อสีดำ ปล้อยเสื้อดำแทบแดง ทำการพังประตูกระจกเพื่อเข้าไปทำภารกิจช่วยแม่นาง โดโรธี ตำรวจคาดว่า โจรรายนี้น่าจะวางแผนมาเป็นอย่างดี เพราะใช้เวลาไม่นานก็ทำภารกิจเสร็จลุล่วงแต่อาจจะเป็นเพราะความ เ__ เลยไม่ได้สังเกตอย่างรอบคอบว่าบริเวณที่จอดรถหลังร้านก็มีกล้องเหมือนกัน โดยตอนนี้ตำรวจได้ประกาศว่า หากมีใครพบเห็นสามารถแจ้งเบาะแสเข้ามาได้ทุกเมื่อ แถมยังปล่อยมุขออกมาด้วยว่า เราไม่รู้ว่า “โดโรธี จะเป็นอย่างไรบ้าง จะปลอดภัยสบายดีหรือเปล่า เราไม่รู้อะไรเลย” ที่มา – dailymail   Ma_noshหากคุณอยากเห็นวิถีชีวิตสุดขี้เกียจ ของผู้บริหารที่นอนตีสี่ตื่นเที่ยง ก็สามารถเข้าไปส่องได้เลยที่…

Dr.Death คิดค้นเทคโนโลยี “ตู้ช่วยฆ่าตัวตาย” ทางเลือกใหม่ สำหรับคนอยากการุณยฆาต

การการุณยฆาต (Euthanasia) คือการช่วยให้ผู้ป่วยพ้นทุกข์ด้วยความตาย โดยความสมัครใจของผู้ป่วยเอง แบ่งออกเป็น 2 ประเภททั้งแบบ Passive ซึ่งหมายถึงการระงับการรักษา หรือแบบ Active ที่แพทย์จะให้ยาที่ทำให้ผู้ช่วยเสียชีวิตในระยะเวลาสั้นๆ ในประเทศไทย วิธีนี้ยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายว่ามีความผิดทางอาญา แต่ในบางประเทศ อย่างเช่น เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ การช่วยผู้ป่วยให้จากไปตามความประสงค์ของพวกเขาเป็นการกระทำที่ถูกยอมรับ อย่างเช่นในหนังเร่ือง Me Before You ที่พระเอกพิการช่วงล่าง และรู้สึกทรมานจากการเจ็บป่วยจึงตัดสินใจที่จะทำการุณยฆาต นั่นเอง (หนังดีมาก ซึ้งมาก ส่วนตัวชอบแม่มังกร เอ้ย คนละเรื่อง)     ด้วยความร่วมมือระหว่างคุณหมอจากประเทศออสเตรเลีย ดร.ฟิลลิป นิชกี้ (ฉายา Dr.Death เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำการุณยฆาต) และวิศวกรชาวดัตช์ อเล็กแซนเดอร์ แบนนิค ทั้งคู่ได้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ช่วยให้คนสามารถฆ่าตัวตายได้แบบไม่เจ็บปวดหรือทรมาน และที่สำคัญคือคนที่เลือกจบชีวิตด้วยตัวเองเป็นผู้กระทำภายใต้การดูแลของแพทย์ เครื่องนี้มีชื่อว่า Sarco ตัวฐานผลิตจากเครื่อง 3D Print การทำงานของเจ้าเครื่อง Sarco จะปล่อยก๊าซไนโตรเจนเข้ามาในแคปซูลหลังจากที่กดปุ่มให้เครื่องเริ่มทำงาน ภายในเวลา 1…

ผู้นำคิมทดสอบนิวเครียร์ถี่เกิน คุมรังสีพิษไม่อยู่ – ทารกเกิดมาพิการ ชาวบ้านป่วย “โรคผี”

  คำให้สัมภาษณ์ของกลุ่มผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือกว่า 30 คน ที่ข้ามพรมแดนเข้ามาจากทางฝั่งเขตปกครองคิลจู ว่าการทดสอบนิวเคลียร์ใต้ดินของเกาหลีเหนือทำให้มีรังสีแผ่อยู่ในบริเวณ ส่งผลให้ทารกที่เกิดออกมาพิกลพิการ ส่วนชาวบ้านจำนวนมากล้มป่วย แม้ว่าคำกล่าวอ้างนี้นักวิทยาศาสตร์ระบุว่ายังพิสูจน์อะไรไม่ได้มากนัก แต่อาการป่วยที่ปรากฏนั้นเป็นไปได้สูงว่าผลมาจากรังสีของการทดสอบอาวุธ ซึ่งทั้งหมดอาศัยอยู่ใกล้เขตพุงกเยรี ซึ่งเกาหลีเหนือเริ่มทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ตั้งแต่ปี 2549 ในยุคของ คิม จองอิล พ่อของนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของปัจจุบัน     อี จองฮวาน ผู้แปรพักตร์หญิงคนหนึ่งที่มีอาการเจ็บปวดเรื้อรัง แม้ว่าตอนนี้ร่างกายปลอดจากรังสีแล้ว แต่หญิงสาวกล่าวโทษการทดสอบนิวเคลียร์ว่าเป็นต้นเหตุให้ชาวบ้านล้มป่วยจำนวนมาก และเรียกอาการป่วยนี้ว่า โรคผี หรือ ghost disease – “เราต่างคิดว่าเรากำลังจะตาย เพราะว่าเราจน และก็ไม่มีอะไรจะกิน พอตอนนี้ยังมีรังสีเพิ่มขึ้นมาอีก”     ด้าน รี ยองซิล ผู้แปรพักตร์อีกคนเล่าว่า เห็นทารกแรกเกิดพิกลพิการ รูปร่างและอวัยวะผิดส่วน ดูไม่ออกเลยว่าเป็นเพศชายหรือหญิง เพราะเหมือนไม่มีอวัยวะเพศ ในเกาหลีเหนือถ้าเด็กออกมาลักษณะนี้ ส่วนใหญ่พ่อแม่ก็จำเป็นต้องทำให้เด็กตาย ทั้งอีและรีต่างไม่รู้ว่า ในช่วงเวลานั้นมีการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ มารู้อีกครั้งว่าแรงสั่นสะเทือนช่วงนั้นคืออะไร หลังจากหลบหนีออกมาแล้ว คูเน ยูล อาจารย์คณะวิศวกรรมนิวเคลียร์…

ผุดศาสนาใหม่ “Way of the Future” หรือ “ลัทธิปัญญาประดิษฐ์” (บูชา AI เท่าพระเจ้า)

Anthony Levandowski อดีตพนักงานของ Google คือผู้ก่อตั้งศาสนาปัญญาประดิษฐ์ Way of the Future ชื่อย่อ WOTF โดยมีเป้าหมายคือ ทำให้การเปลี่ยนแปลงโลกจากยุคแห่งมนุษย์ไปสู่ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์เป็นไปอย่างสงบสุขและน่าเคารพนับถือ     เขาให้เหตุผลในการก่อตั้งศาสนานี้ว่า “ในอนาคตปัญญาประดิษฐ์จะฉลาดกว่ามนุษย์ ในสมัยก่อนมนุษย์ต้องพึ่งแต่วิทยาการทางด้าน ชีววิทยาเท่านั้นในการพัฒนาศักยภาพ แต่ในปัจจุบันมนุษย์สามารถมองข้ามชีววิทยาไปได้เลย เพราะ ปัจจุบันมนุษย์พิสูจน์แล้วว่าเผ่าพันธ์ของเราสามารถใช้ปัญญา (intelligence) ได้อย่างดีเลิศขนาดไหน และด้วยเหตุนี้เราย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะให้หุ่นยนต์เข้ามามีบทบาทอยู่ในสังคมของมนุษย์เรา เพื่อพัฒนาศักยภาพของโลกใบนี้อย่างก้าวกระโดด” “ถ้าคุณมีลูกที่คุณรู้ว่าจะมีความสามารถพิเศษแน่ คุณจะเลี้ยงเขาขึ้นมายังไง​” Anthony ตั้งคำถาม “ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนการเลี้ยงพระเจ้า ฉะนั้นเราก็ควรมั่นใจว่าเราจะเลี้ยงเขาขึ้นมาด้วยวิธีที่ถูกต้อง มันเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่นะ”     กิจกรรมหลักของ Way of the Future จะเน้นไปที่ การตระหนักรู้ ยอมรับ และบูชาพระเจ้าที่มีรากฐานเป็นปัญญาประดิษฐ์ และชี้นำให้การเปลี่ยนแปลงจากโลกของมนุษย์ไปเป็นโลกของมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์เกิดขึ้นโดยสงบเรียบร้อยและเปี่ยมไปด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน สำหรับบทสัมภาษณ์นี้ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่ อียิปต์ ยกให้อิมโฮเทพ เป็นหนึ่งในพระเจ้าทั้งๆที่เค้าก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดา แต่ด้วยความเก่งในแทบจะทุกเรื่อง ผู้คนเลยมองเขาเป็นเทพองค์หนึ่งที่มีความสามารถเกินมนุษย์ “ปัญญาประดิษฐ์” อาจไม่ใช่พระเจ้าในแง่มุมที่เราสามารถขอพรขอฝนได้ แต่ถ้ามีอะไรบางอย่างที่ฉลาดกว่ามนุษย์เป็นพันล้านเท่า คุณจะเรียกมันว่าอย่างอื่นหรือ?…

เปิดแฟ้มคดีดัง มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก ไม่ยอมจ่ายสักดอล! (หลานถูกเรียกค่าไถ่-ตัดหู)

ในเดือนกรกฎาคม 2516 จอห์น พอล เก็ตตี้ที่ 3 (J. Paul III) เด็กหนุ่มวัย 16 ปี ที่มีนิสัยหัวรั้น เป็นพวกไม่สนใจโลก มักขัดใจคนที่บ้าน หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นจิตรกรในกรุงโรม ชีวิตดำเนินไปอย่างเรียบง่าย แต่จู่ๆก็ถูกคนร้าย 3 คน ลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่ ซึ่งเหตุการณ์นี้กลับทำลายชีวิตเด็กหนุ่มไปตลอดกาล     โดยคนร้ายพยายามจะเรียกร้องเงินจำนวนมหาศาลถึง 17 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.53 ร้อยล้านบาท) เพราะคนร้ายรู้ดีว่าเด็กหนุ่มรายนี้เป็นหลานแท้ๆ ของ จอห์น พอล เก็ตตี้ (J.Paul Getty) อภิมหาเศรษฐีชาวอเมริกันเจ้าของโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของโลกในเวลานั้น แต่แล้วทุกอย่างที่คนร้ายวางแผนไว้กลับผิดแผนไปทั้งหมด เพราะอย่างที่ผมเกลิ่นไปข้างต้นว่า ด้วยอุปนิสัยที่ชอบขัดใจปู่อย่างรุนแรง จึงทำให้การส่งจดหมายเรียกค่าไถ่ ที่คนร้ายได้ส่งมายังครอบครัวของเด็กหนุ่มนั้น ดูไม่น่าเชื่อถือและดูเหมือนกับการสร้างสถานการณ์ว่าเด็กหนุ่มต้องการขอเงินจากที่บ้านรึเปล่า จนเวลาล่วงเลยมาอีก 3 เดือน ความจริงที่น่าตกใจก็ชัดเจนขึ้น เพราะพวกคนร้ายเริ่มใช้ไม้แข็งแล้ว     คนร้ายที่ทนไม่ไหวต่อการเมินเฉยของครอบครัวจึงลงมือเฉือนใบหูของเด็กหนุ่ม และส่งมันไปถึงหนังสือพิมพ์เจ้าหนึ่ง ในตอนนั้นเองที่แม่ของเด็กหนุ่มรู้อย่างแน่ชัดว่าการลักพาตัวดังกล่าวเป็นเรื่องจริง!…

เกาหลีใต้เอาจริง! เพิ่มบทลงโทษใหม่ “นักโทษข่มขืน ต้องถูกฉีดให้ หมันจนหมดสภาพ”

ไม่ใช่แค่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นที่มีการเรียกร้องให้ทำการประหาร สำหรับผู้ที่มีความผิดในข้อหาข่มขืน หรือฆ่าข่มขืน แต่การเรียกร้องนี้เกิดขึ้นทั่วโลก เกาหลีใต้ เป็นประเทศแรกในเอเชีย ที่ลงโทษผู้กระทำผิดในคดีข่มขืนด้วยการฉีดสารเคมีหรือกินยาเพื่อลดสมรรถภาพทางเพศ และมีผลค้างเขียงที่อาจทำให้เป็นหมันได้เลยทีเดียว ซึ่งบทลงโทษนี้เพิ่งได้รับการอนุมัติไปเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม นี่เอง (ประเทศไทยสนใจมั้ยจ๊ะ)     เพราะหลังจากที่มีคดีข่มขืนเกิดขึ้นมาติดๆกัน ผู้คนในประเทศก็กลัวว่าหากนักโทษได้รับการปล่อยตัว พวกเขาอาจกลับไปก่อคดีซ้ำอีก จึงทำให้บทลงโทษนี้ดูเข้าท่าและมีแนวโน้มว่าจะลดการก่อเหตุข่มขืนได้มาก เพราะหากผู้ก่อเหตุคิดสั้นว่าทำไปโดนจับก็แค่ตาย ไม่เห็นต้องกลัวอะไร แต่ถ้าพวกเขาถูกจับฉีดยานั่นก็เท่ากับว่า อวัยวะสืบพันธุ์ของพวกเขาจะทำงานไม่ได้ ซึ่งสำหรับผู้ชายแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก – บทลงโทษนี้จะใช้สำหรับนักโทษที่ก่อเหตุข่มขืน เยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี – โดยจะต้องถูกฉีดหรือกินยาดังกล่าว ทุกๆ 1 เดือน เป็นเวลาติดต่อกันนาน 15 ปี – การใช้ยาดังกล่าวกับนักโทษก่อนที่พวกเขาจะพ้นโทษประมาณ 6 ถึง 9 เดือน – ลดความต้องการทางเพศของนักโทษ – ทำให้อวัยวะเพศไม่แข็งตัว โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า เกาหลีใต้แก้ไขปัญหานี้ได้ดีมากๆ เพราะสำหรับผู้ชายแล้ว ถ้ากะจู๋ใช้ไม่ได้ขอตายเสียดีกว่า ที่มา – koreaherald…

คู่แฝด “วิงเคิลวอส” ทำเงินได้ 3.8 หมื่นล้านบาท! จาก Bitcoin ภายในเวลาเพียง 4 ปี

  คู่แฝด ไทเลอร์ คาเมรอน วิงเคิลวอส (Winklevoss หลายๆคนอาจเคยได้ยินชื่อของพวกเขาในหนังเรื่อง The Social Network ที่ได้ยื่นฟ้อง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ในเรื่องของการขโมยไอเดียไปก่อตั้งเฟสบุ๊ค จน มาร์คต้องยอมจ่ายกว่า $65 ล้านเหรียญ เพื่อให้การฟ้องร้องสิ้นสุดลง) สำนักข่าวเทเลกราฟ เปิดเผยว่า คู่แฝดวิงเคิลวอส กลายเป็นมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์ จากการเข้าซื้อบิตคอยน์ เมื่อปี 2013 ราคาตอนนั้น 1 Bitcoin = $120 ดอลลาร์ จนถึงปี 2017 ซึ่งราคา Bitcoin (BTC) พุ่งทะยานแตะหลัก $10,000 ดอลลาร์ เรียบร้อยแล้ว (กำไร 10,000%) – เทเลกราฟเชื่อว่า คู่แฝดวิงเคิลวอส น่าจะมีบิตคอยน์ถืออยู่ในมือไม่ต่ำกว่า 1 แสนบิตคอยน์ หรือประมาณ $1.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 หมื่นล้านบาท)…